เศรษฐีแห่งพาราณสี (ตอนที่ 1)
เมื่อเกือบสองพันปีมาแล้ว
เมืองพาราณสีเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจ
คับคั่งไปด้วยผู้คนทุกระดับชั้น
ตั้งแต่ยาจกคนเข็ญใจ ผู้ใช้แรงงาน นักคิด
และพ่อค้าผู้มั่งคั่ง ในบรรดาพ่อค้าเหล่านั้น
มีเรื่องของพ่อค้าผู้หนึ่งที่น่าสนใจมาก
เพราะเขาได้ใช้ความเฉลียวฉลาด
พาตนเองให้พ้นจากความยากจน
กระทั่งในที่สุด ได้รับตำแหน่ง “เศรษฐีแห่งพระนคร”
การจะได้ตำแหน่งเศรษฐีประจำพระนครนี้
ไม่ใช่เรื่องธรรมดา
ใครๆ ก็อาจจะเป็นพ่อค้าที่ร่ำรวยได้
แต่การที่จะมั่งคั่งขนาดที่ได้รับแต่งตั้ง
จากพระราชาให้เป็นเศรษฐี
จำเป็นต้องรวยอย่างแท้จริง
รวยจนพระราชาต้องยอมรับ
คฤหาสน์ของเศรษฐีผู้นี้กว้างขวางใหญ่โต
มีสวนผลไม้ขนาดใหญ่
มีบริวารนับร้อย
มีโรงทานที่ให้ทานทุกวันสำหรับผู้ยากไร้ ฯลฯ
.................................................................................................................
อยากรู้จักเศรษฐีผู้นี้กันหรือยังคะ......
2.
คราวนี้เรามาดูกันว่า
เศรษฐีผู้นี้สร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองอย่างไร
ทั้งๆ ที่ไม่มีทุนแม้แต่น้อย
เศรษฐีผู้นี้เดิมชื่อว่าอะไรนั้น ดูเหมือนผู้คนจะลืมไปเสียแล้ว
คนทั่วไปเรียกเขาด้วยฉายาว่า “มุสิกเศรษฐี”
“มุสิกเศรษฐี” นี้เป็นกำพร้า
พ่อแม่ตายตั้งแต่เด็ก เหลือเพียงตัวคนเดียว
สมัยยังหนุ่มเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้าง
ทำงานเล็กๆ น้อยๆ ตามแต่จะมีคนจ้าง
ยากจนมาก
และไม่รู้ว่าจะประกอบการงานใดให้รุ่งเรืองขึ้นมาได้
จนกระทั่งวันหนึ่ง
ขณะที่กำลังเก็บกวาดใบไม้อยู่บริเวณถนนหลวง
หน้าบ้านท่านจุลลกเศรษฐี
ท่านเศรษฐีกำลังจะไปธุระนอกบ้าน
แลเห็นหนูตายตัวหนึ่งอยู่กลางถนน
ซึ่งยังไม่มีใครเก็บกวาดไปทิ้ง
ท่านเศรษฐีได้กล่าวลอยๆขึ้นมาว่า….
“คนมีปัญญาย่อมใช้หนูตัวนี้ให้เป็นประโยชน์
เลี้ยงลูกเมียและประกอบการงานได้”
มุสิกเศรษฐีซึ่งขณะนั้น
เป็นเพียงคนกวาดถนนยืนอยู่ตรงนั้น
ย่อมได้ยินคำพูดของเศรษฐี ก็เข้าใจว่า
ท่านเศรษฐีคงตั้งใจพูดให้ตนเองได้ยิน
และคงมองเห็นว่าหนูจะกลายเป็นเงินเป็นทองได้
มุสิกเศรษฐีจึงคิดขึ้นมาว่า
ตนเองเห็นหนูตายมาหลายครั้งแล้ว
ก็รอแต่ว่าให้เจ้าพนักงานหรือผู้มีหน้าที่มาเก็บไปทิ้ง
เมื่อท่านเศรษฐีพูดเช่นนั้น
ท่านคงมองเห็นวิธีทำเงินให้งอกเงยขึ้นมาจากหนูตัวนั้น
แม้จะยังไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป
เราซึ่งเป็นคนยากจนก็ควรจะเชื่อท่านไว้ก่อน
คิดได้ดังนั้น จึงหาใบไม้สะอาดๆ มาใบหนึ่ง
เก็บหนูตัวนั้นวางบนใบไม้แล้วนำไปที่ตลาด
ตั้งใจว่าจะลองไปนั่งขายที่ตลาดดู
เพราะคิดว่าไม่เสียหายอะไรที่จะเสียเวลาไปตลาด
เนื่องจากตนเองก็มีเวลามากมายที่
ไม่รู้จะทำอะไรอยู่แล้ว
..............................................................................................................................
ทางเดินไปตลาดต้องผ่านบ้านของพราหมณ์ครอบครัวหนึ่ง
พอคนใช้ในบ้านพราหมณ์เห็นคนถือหนูตาย
เดินผ่านมาก็ร้องบอกให้หยุดก่อน
แล้วเข้าไปแจ้งนายของตนเอง
พราหมณ์ผู้เป็นนายกำลังต้องการหาอาหาร
ให้แมวที่เลี้ยงเอาไว้
แมวชอบหนูอยู่แล้ว
อีกทั้งซื้อหนูตายก็ถูกกว่า
จะไปหาซื้อเนื้ออย่างอื่นมาเป็นอาหารแมว
หนูตายตัวนั้นจึงขายได้ตั้แต่ยังไปไม่ถึงตลาด
มุสิกเศรษฐีได้เงินมากากณึกหนึ่ง (น้อยมากๆ จนไม่น่าสนใจ)
.................................................................................................................
คงจะเริ่มสงสัยกันแล้วนะคะ
จะทำให้มุสิกเศรษฐีรวยขึ้นมาได้อย่างไร
........................................................................................................
เห็นไหมคะว่าหนูตายตัวหนึ่ง
ที่เคยแต่ต้องเสียเงินจ้างคนมาเก็บไปทิ้ง
ยังสามารถสร้างเงินขึ้นมาได้
แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าจากนั้นมุสิกเศรษฐีจะทำอะไรต่อไป
เพราะคงไม่สามารถหาหนูตายไปขายได้ทุกวัน
หรือถึงจะหาได้
คนซื้อหนูตายก็อาจจะไม่มีทุกวัน
มุสิกเศรษฐีได้แต่นึกถึงคำของท่านเศรษฐีจุลลกะที่ว่า
“คนมีปัญญาย่อมใช้หนูตัวนี้ให้เป็นประโยชน์
เลี้ยงลูกเมียและประกอบการงานได้”
แต่ขณะนั้นมุสิกเศรษฐียังไม่มีลูกเมีย
จึงได้แต่มุ่งว่าจะทำอย่างไร
ที่จะทำให้เงินที่ได้มาจากหนูตายทำให้ตนเอง
ประกอบการงานได้
แล้วมุสิกเศรษฐีใช้ปัญญาอย่างไร
.......................................................
หลังจากที่มุสิกเศรษฐีเที่ยวเก็บหนูตาย
และเศษสิ่งของต่างๆ เพื่อนำไปขายใน
ตลาดหาเงินมาเพิ่มเติมนั้น
ก็พบว่ากิจการเช่นนี้ไม่ยั่งยืน
เพราะของมีวันหมด
และยากที่จะเลี้ยงชีพหรือประกอบการงาน
ด้วยการเก็บเศษขยะได้ตลอดไป
และแล้ววันหนึ่ง
หลังจากเที่ยวเสาะหาเศษสิ่งของ
ที่จะมาเป็นรายได้จนเหนื่อยอ่อน
มุสิกเศรษฐีก็นั่งพักเหนื่อยอยู่ที่ใกล้ประตูเมือง
พร้อมกับตั้งคำถามกับตัวเองว่า
ควรจะทำอย่างไรต่อไป
ปัญญาจะมาจากไหนที่จะสร้างเงินให้ตัวเองได้
.................................................................
วันนั้นเอง
มุสิกเศรษฐีก็สังเกตเห็นสิ่งที่ผ่านตาตัวเองไปจนชิน
โดยที่ไม่เคยได้สังเกตมาก่อน
“See the wood from the trees”
.....................................................................
เนื่องจากเมืองพาราณสีนี้มีการบูชาเทพต่างๆ
เป็นเรื่องประจำ
และราชสำนักก็ใช้ดอกไม้จำนวนมากทุกวัน
ทุกๆ วัน
จะมีคนเก็บดอกไม้ทูนดอกไม้ที่ไปเก็บมาจากนอกเมือง
เดินกลับเข้าเมืองมาอย่างเร่งรีบเพื่อจะนำไปขาย
คนเก็บดอกไม้จำนวนมากเหล่านี้
จะต้องออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนตะวันขึ้น
และกลับมาพร้อมดอกไม้
ด้วยอาการอิดโรยและเหนื่อยล้า
เพราะอากาศเริ่มร้อน
ความคิดหนึ่งวาบเข้ามาในหัวมุสิกเศรษฐี
ทำให้เห็นลู่ทางที่จะทำเงินหนึ่งกากณึก
ให้เป็นเงินกหาปณะได้
( 1 กหาปณะ = 20 มาสก = 4 บาท)
แม้จะไม่มั่นใจนักแต่ก็จะลองดู
...........................................
4.
มุสิกเศรษฐีนำเงินที่มีเพียงเล็กน้อยนั้นไปซื้ออ้อยมา
แล้วหาหม้อใบหนึ่งตักน้ำไปตั้งที่ทางเข้าประตูเมือง
ในเวลาสายตอนที่คนเก็บดอกไม้จะกลับมาจากป่า
เมื่อคนเก็บดอกไม้เดินผ่านมา
ก็เสนอให้ชิ้นอ้อยคนละหน่อย
แล้วให้ดื่มน้ำหนึ่งซองมือ
คนเก็บดอกไม้แต่ละคน
ไม่ใช่คนมั่งคั่งที่จะมีเงินซื้อน้ำดื่ม
แต่พวกเขาก็พอใจที่ได้บริการจากมุสิกเศรษฐี
เพราะพวกเขาก็หิวน้ำ
แต่ละคนก็แบ่งดอกไม้ให้คนละกำมือ
เมื่อได้ดอกไม้มาแล้ว
มุสิกเศรษฐีก็นำดอกไม้นั้น
ไปนั่งขายอยู่ที่หน้าเทวาลัย
เช่นเดียวกับพ่อค้าดอกไม้คนอื่น
...............................................................................................
แต่แล้วมุสิกเศรษฐีก็คิดได้ว่า
ตนเองคงไม่สามารถ
ยึดเอาการบริการน้ำเพียงแค่นี้เป็นการอาชีพได้
เพราะเมื่อผู้อื่นเห็นตนเองทำแล้ว
ใครๆ ก็คงจะทำเป็น
...........................................................................................
เอ.........เมื่อไหร่จะเป็นเศรษฐีเสียทีน้อ..............
.............................................
5.
คิดได้ดังนั้น
มุสิกเศรษฐีจึงเปลี่ยนวิธีการ
เลิกเป็นพ่อค้าขายดอกไม้
ที่ได้รับมาเป็นค่าตอบแทนจากน้ำอ้อย
แต่กลายเป็นพ่อค้าส่งดอกไม้แทน
เพื่อไม่ต้องเสียเวลานั่งขายดอกไม้
มุสิกเศรษฐีเริ่มตื่นแต่เช้าตรู่
ไม่แพ้คนเก็บดอกไม้
ขณะที่คนเก็บดอกไม้ไปเก็บดอกไม้
มุสิกเศรษฐีก็ไปซื้ออ้อย
และแบกน้ำตามไป
นำไปบริการจนถึงสวนดอกไม้
ไม่ต้องรอให้ลูกค้ามาหาเหมือนเดิม
คนเก็บดอกไม้ไปหาดอกไม้เหมือนเคย
แต่พวกเขาเก็บดอกไม้ได้นานขึ้น
เพราะมีคนยอมหนักแบกน้ำออกไปบริการ
เช่นนี้มุสิกเศรษฐีจึงได้ค่าอ้อยและน้ำเป็นดอกไม้
มากกว่าที่จะได้เมื่อบริการที่ประตูเมือง
ขาไปเขาแบกของหนักไปคือน้ำ
ขากลับเขาแบกของเบากลับมาคือดอกไม้
แต่ว่าของเบานั้นทำเงินให้เขามากกว่า
ของหนักที่ไม่มีราคาในตัวของมันเอง
แต่ว่าเป็นช่องทางให้
ได้ของเบาคือดอกไม้กลับมา
.....................................................................
เป็นอันว่ามุสิกเศรษฐีไม่ได้เป็นคนเก็บดอกไม้
แต่กลับมีดอกไม้มากกว่าคนเก็บดอกไม้เสียอีก
เขาได้สินค้ามาด้วยการแลกเปลี่ยนกับบริการของเขา
ถ้าเราเลือกบริการที่ถูกต้อง
แต่บางคนอาจจะแย้งว่า
ถ้าขายของไม่เป็นจะทำอย่างไร
............................................................................
ไม่มีใครทำอะไรเป็นตั้งแต่เกิด
มุสิกเศรษฐีก็เช่นกัน ไม่เคยขายของ
และขายของไม่เป็น
จนกระทั่งวันที่เขานำหนูตายไปขาย
เขารู้แต่ว่าเขาไม่ได้ต้องการดอกไม้ไปบูชา
หรือเอาไปร้อยเล่นเป็นเครื่องประดับ
แต่เขาก็ไม่ปฎิเสธที่จะรับดอกไม้มาแทนเงิน
เขาต้องใช้ความพยายามอีกส่วนหนึ่ง
ที่จะหาวิธีแปลงสิ่งที่ได้มาให้เป็นสินค้าให้ได้
ถ้ามันยังเป็นสิ่งของอยู่ในใจเขามันก็ไม่เป็นเงิน
เหมือนหนูตาย
ถ้ามันยังเป็นสิ่งปฎิกูล
มันก็ไม่เป็นเงิน
เมื่อเริ่มตั้งในใจว่านั่นเป็นสินค้าเมื่อใด
เมื่อนั้นสิ่งนั้นจะนำเงินมาให้
มุสิกเศรษฐีทำการบริการช่างดอกไม้อยู่หลายเดือน
รวบรวมเงินได้ 8 กหาปณะ
........................................................
เดากันได้ไหมคะว่าเหตุการณ์เป็นเช่นไรต่อไป
ที่ไหนๆ ก็เช่นเดียวกัน
พอเห็นคนมีรายได้ ก็ต้องมีคนทำตาม
และก็คงมีคนเก็บดอกไม้บางคนเริ่มได้คิด
แล้วนำน้ำติดตัวออกไปเอง
ก็จะมีดอกไม้เหลือมากขึ้น
เพราะไม่ต้องแบ่งให้คนขายน้ำ
การคิดริเริ่มบางอย่าง
ก็ไปกระตุ้นความคิดให้ผู้อื่น
หาทางแก้ปัญหาในทางอื่นๆ ได้ด้วย
......................................................................................
แล้วมุสิกเศรษฐีทำอย่างไรต่อไป.............
โปรดติดตามต่อใน "เศรษฐีแห่งพาราณสี... ตอนที่ 2"