NanZiE's profile•°¤*(¯`° Lady NaNziE °´¯...PhotosBlogListsMore Tools Help

NanZiE SuPaJiT

Occupation
Location

•°¤*(¯`° Lady NaNziE °´¯)*¤°.• SweeT StraWbErrY SunDaE (◡‿◡✿)

The GiFt iS.. ✿◕‿◕✿ ..WhAt YoU Get By GiVin' MoRe ThaN YoU ReCeiVe¸.·´¯`·.¸><((((º>

(✿◕‿◕) U cAn't SmiLe WithOut Me

Counter

No list items have been added yet.
February 15

เศรษฐีแห่งพาราณสี (ตอนที่ 3)

 
นิทานสำหรับคนอยากรวย ...ภาคจบ...
 

.

 
เศรษฐีแห่งพาราณสี (ตอนที่ 3)
 
วันหนึ่ง 
มีเรือสินค้าเข้ามา 
เรือลำนี้เป็นเรือใหญ่มาจากแดนใต้  
 
ในเวลานั้นคน
กำลังรอสินค้าหลายอย่าง
ด้วยเพิ่งพ้นฤดูมรสุม  
 
เรือลำนี้บรรทุกสินค้าหลายชนิด
ซึ่งเป็นที่ต้องการ  
คนที่ทำงานทางน้ำได้รับรับข่าวส่งต่อๆ กันมา
และเล่าให้มุสิกเศรษฐีฟัง  
เขาจึงเห็นลู่ทางที่จะทำเงินได้
จากการรู้ข่าวล่วงหน้าก่อนคนอื่น  
 
มุสิกเศรษฐีใช้เงิน 8 กหาปณะ
เช่ารถคันหนึ่งออกไปยังท่าเรือ
พร้อมบริวารก่อนเรือจะเทียบท่าเสียอีก 
 
ก่อนที่พ่อค้าคนอื่นจะได้ข่าวหรือเตรียมตัวทัน 
เขาแต่งกายและตระเตรียมเครื่องใช้อันจำเป็น 
เพื่อให้มีมาดของผู้มียศ  
แล้วตั้งวงม่านกั้นแดดกั้นลม
เพื่อสร้างอาณาบริเวณ
ที่จะกันมิให้ผู้อื่นเข้าถึงตัวเขาได้ง่าย
อันเป็นวิสัยของผู้มียศ 
และเป็นวิธีสร้างโอกาสในการต่อรองราคาสินค้า
..........................................
 
มุสิกเศรษฐีได้พบกับนายเรือ
ที่เดินทางล่วงหน้ามาด้วยเรือลำเล็กเข้ามาก่อน
และสอบถามเรื่องสินค้าที่บรรทุกมา 
พร้อมทั้งต่อรองราคา
จนเป็นที่พอใจทั้งสองฝ่าย 
 แล้วจึงมอบแหวนวงหนึ่งเป็นค่ามัดจำสินค้า
........................
 
หลังจากเจรจาการค้าเรียบร้อยแล้ว 
มุสิกเศรษฐีก็พำนักรอในวงม่าน
และสั่งบริวารว่า 
ถ้ามีใครมาขอพบให้อิดออดอยู่ 3 ครั้งก่อน
 
พวกพ่อค้า 100 คนในเมืองพาราณสี  
เมื่อได้ทราบว่าเรือเข้าเทียบท่า
จึงพากันออกไปเลือกซื้อสินค้า  
แต่ต่างก็ต้องผิดหวัง 
 
เพราะนายเรือแจ้งว่า
ได้ตกลงขายสินค้าทั้งลำเรือ
ให้แก่พ่อค้าคนที่พำนักอยู่ในวงม่านนั้นหมดแล้ว
 
พวกพ่อค้าทั้งหลาย
ต่างก็ทราบดีว่า
สินค้าในเรือนั้นเป็นสินค้าคุณภาพดี
เป็นที่ต้องการของชาวเมือง 
แม้แต่พระราชาก็ยังต้องการ  
 
พวกเขาจำเป็นต้องมีสินค้าขาย 
จึงพากันมาพบมุสิกเศรษฐี 
เพื่อขอซื้อสินค้า
...........................
 
บริวารของมุสิกเศรษฐีก็ทำตามคำสั่ง 
คือประวิงเวลาไว้ 
จนพ่อค้าแต่ละรายกระวนกระวายร้อนใจ 
จึงเปิดทางให้พบ   
 
พวกพ่อค้าเหล่านั้น
สรุปการตกลงทางการค้าได้ว่า 
พวกเขายินดีเข้าหุ้นกับมุสิกเศรษฐี 
ทำให้มุสิกเศรษฐี
ได้เงินมา 100,000 กหาปณะ 
เพื่อให้พวกพ่อค้าเป็นหุ้นส่วนในสินค้าทั้งลำเรือ
.......................................................
 
9.
เมื่อพวกพ่อค้าคิดกันต่อไปว่า  
จะจัดแบ่งสินค้ากันอย่างไร
ระหว่างมุสิกเศรษฐีกับพวกพ่อค้า  
 
เพราะเมื่อแบ่งสินค้ากันแล้ว 
มุสิกเศรษฐีก็จะเป็นผู้ที่มีสินค้าในมือมากที่สุด  
คือถึงกึ่งหนึ่งของที่พวกพ่อค้ามี
 
พวกพ่อค้าจึงได้ข้อเสนอใหม่ว่า  
พ่อค้าแต่ละคนต่างก็ตกลงจ่ายเงิน
ให้มุสิกเศรษฐีอีกจำนวนหนึ่ง 
เพื่อให้เขาปล่อยหุ้น 
 
พ่อค้าแต่ละคน
ก็จะได้เหมาสินค้าส่วนที่ตนต้องการ
ไปเป็นของร้านค้าตนทั้งหมด
 
เท่ากับว่ามุสิกเศรษฐี
ได้ทรัพย์จากการขายสินค้าครั้งนี้ 
200,000 กหาปณะ
จากแหวนเพียงหนึ่งวง
ที่ใช้มัดจำค่าสินค้า 
 
เหลือเชื่อไหมคะ.....
....................................
 
มุสิกเศรษฐีได้ทรัพย์ครั้งนี้มาด้วยปัญญาโดยแท้
 
เขาได้ข่าวสารก่อนผู้อื่น..........  
แล้วข่าวสารนี้เขาได้มาอย่างไร…….
 
ได้มาจากความมีน้ำใจ 
เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้คนทั่วไป 
 
ผู้ที่ให้ข่าวสารก็ไม่ได้ตั้งใจ
อยู่ที่ปัญญาของผู้รับฟัง
ที่จะถอดรหัสข่าวสาร
ออกมาเป็นวิธีการที่จะสร้างกำไร
...........................
 
อาจมีผู้สงสัยว่า 
 
เหตุใดมุสิกเศรษฐีไม่เป็นผู้ขายสินค้านั้นเองบ้าง
แทนที่จะขายให้พ่อค้าอื่นไปจนหมด  
ก็จะได้กำไรเพิ่มขึ้นอีก
 
สิ่งที่มุสิกเศรษฐีคิดก็คือ   
เขาต้องรู้จักประมาณตนเอง  
 
และรู้ว่าเมื่อใดควรจะจบเรื่อง  
เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ ในชีวิต  
 
เขารู้ว่าต้องมีเงินบ้างจึงจะเจรจา
จนกระทั่งทำให้นายเรือเชื่อถือ
และรับมัดจำไว้ 
 
แต่เขาก็ไม่ได้มีเงินมากมาย
พอที่จะซื้อสินค้ามาไว้ในมือจำนวนมากได้  
 
เขาเพียงแต่กะเก็งความต้องการของพ่อค้าอื่นๆ 
และฉวยโอกาสเท่าที่โอกาสเปิดให้เท่านั้น  
 
อีกประการหนึ่ง 
เขาไม่ต้องการแข่งขันกับพ่อค้าอื่นๆ
ที่เขาขายสินค้านั้นๆ อยู่แล้ว  
จะเป็นการสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น
 
ตราบเท่าที่เขายังมีปัญญา 
เขาต้องหาทางก่อร่างสร้างตัวด้วยกิจการอื่น
ที่ได้ประโยชน์ต่อผู้อื่น 
และไม่เบียดเบียนผู้ที่ทำกิจการอยู่แล้ว
.....................
 
นี่เป็นวิธีใช้เงินของมุสิกเศรษฐี
 
เมื่อเขาได้เงินมานั้น 
ก็มาคิดได้ว่าที่เขามีทรัพย์ได้ถึงเพียงนี้
ก็เพราะท่านจุลลกะ 
เป็นผู้ชี้เรื่องหนูตาย  
ทำให้เขาได้ความคิด
 
เขาควรมีกตัญญู  
เขาจึงไปขอพบท่านจุลลกเศรษฐี 
แล้วแบ่งทรัพย์ให้ท่ากึ่งหนึ่ง
 
ในชั้นต้น 
ท่านเศรษฐีสงสัยว่า 
เขาแบ่งทรัพย์ให้ท่านทำไม
เขาจึงเล่าเรื่องนับแต่ได้หนูตายให้ฟัง  
 
ท่านเศรษฐีได้รับฟังแล้วจึงพอใจ
ในความมีกตัญญูและรู้จักหาทรัพย์ของเขา 
จึงได้ยกธิดาให้เป็นภริยาของเขา
 
ทั้งสองสามีภรรยาก็ได้ทำงาน
มีกิจการของตนเอง 
 
เมื่อจุลลกเศรษฐีถึงแก่กรรม
พระราชาจึงแต่งตั้งให้มุสิกเศรษฐี
เป็นเศรษฐีแห่งพาราณสีสืบมา
 
 
 
The End
 
 
 
Source : Forwarded mail from "Bombjung"
Credit to : "ออยใส" for Animated frame from "the Lord of the Ring"
January 31

เศรษฐีแห่งพาราณสี (ตอนที่ 2)

 
นิทานสำหรับคนอยากรวย ...ภาค 2...
 

.
 
เศรษฐีแห่งพาราณสี (ตอนที่ 2) 
 
วันหนึ่งโชคก็มาถึงโดยไม่ได้คาดคิด  
วันนั้นเป็นวันหนึ่งตอนต้นฤดูฝน  
เกิดมีพายุ ฝนตกหนักและลมแรง
กิ่งไม้แห้ง กิ่งไม้อ่อน
และใบไม้ในพระราชอุทยาน
ถูกลมพัดตกลงมาเกลื่อนกลาด  
และมีกิ่งไม้ใหญ่หักลงมาด้วย
 
คนเฝ้าสวนไม่รู้จะทำอย่างไร
ที่จะนำกิ่งไม้เหล่านั้นไปทิ้งให้ได้ในเวลารวดเร็ว  
 
เขาเป็นกังวลมากว่าจะจัดการอย่างไร 
 
พระราชอุทยานจึงจะเรียบร้อยเพื่อรอรับเสด็จ  
มุสิกเศรษฐีผ่านไปพบพอดี 
จึงถามคนเฝ้าสวนว่า
 
เหตุใดท่านจึงมายืนอยู่ริมถนน มีท่าทางเป็นกังวลเช่นนี้ 
เราสิน่าจะกังวล
เพราะฝนตกแต่เช้าตรู่ 
คนเก็บดอกไม้ไม่
ได้ออกไปทำงาน เราจะไม่มีรายได้  
 
คนเฝ้าสวนจึงเล่าให้ฟังว่า
มีกิ่งไม้ตกลงมาในอุทยานเป็นจำนวนมาก
และเขาคิดไม่ตกว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรดี
..................................
 
ธรรมดาแล้ว 
สิ่งใดที่มีคนต้องการ สิ่งนั้นจะมีค่า 
 
ถ้าเราต้องการฟืน 
เราก็ต้องซื้อหามาด้วยเงินทอง 
แต่ถ้าเราไม่ต้องการเศษไม้  เศษไม้ก็ไม่มีค่า 
อาจจะต้องจ่ายค่าจ้างให้คนกำจัดไป 
ดังเช่นที่คนเฝ้าสวนกำลังประสบอยู่
 
ดังนั้นในเวลานั้น แรงงานมีค่า 
แต่ฟืนไม่มีราคาสำหรับเขา 
เพราะเป็นสิ่งที่เขาต้องการกำจัดไป 
 
ถ้ามุสิกเศรษฐีไปถามซื้อฟืนจากคนเฝ้าสวน 
แน่นอนว่าเขาจะเริ่มเล่นตัวและโก่งราคา 
หรืออาจจะขายไม่ได้ 
เพราะไม้อยู่ในเขตอุทยาน  
แต่ถ้ารอให้เขาจ้าง  มุสิกเศรษฐีก็คงไม่ได้ค่าแรง 
เพราะรู้อยู่ว่าคนเฝ้าสวนไม่มีเงินจะจ่ายเป็นค่าจ้าง
.....................................
 
หลังจากไตร่ตรองดูแล้ว 
มุสิกเศรษฐีคิดว่ามีทางได้เงิน
และได้บุญคุณไปด้วยพร้อมกัน 
จึงรับอาสาคนเฝ้าสวนว่า
 
จะนำกิ่งไม้เหล่านี้ออกไปให้โดยไม่คิดค่าจ้าง 
แต่ขอว่าของที่เก็บเหล่านี้ต้องเป็นของเขา  
คนเฝ้าสวนก็รับคำว่าเอาไปเถอะ 
พร้อมกับท่าทางโล่งใจมากที่มีผู้มาช่วย
 
มุสิกเศรษฐีจึงเดินไปหากลุ่มเด็กรุ่นๆ 
ที่มักเล่นกันอยู่ประจำที่สนามเด็กเล่นท้ายพระราชวัง 
พร้อมกับชักชวนว่า
 
ไปช่วยเราตัดกิ่งไม้กันเถอะ 
เรามีน้ำและอ้อยเป็นรางวัล 
แล้วยังได้ไปเที่ยวเล่นในอุทยาน 
อันเป็นสถานที่ต้องห้ามด้วยนะ
 
เด็กเหล่านั้นนึกสนุก
ต่างก็แย่งกันขันอาสาที่จะไปช่วยกันเก็บกิ่งไม้  
 
เห็นมั้ยคะ
นี่เกิดจากปัญญาของมุสิกเศรษฐีโดยแท้ 
 
ที่ทำให้งานอันต้องใช้เงินจ้าง 
กลายเป็นของสนุกที่มีเด็กขันอาสามาช่วยกันทำ
ด้วยกุศโลบายของมุสิกเศรษฐี  
ไม่นานนักกิ่งไม้ทั้งน้อยและใหญ่
ก็ถูกขนมากองไว้ที่หน้าประตูพระราชอุทยาน
................................
 
ขณะที่กำลังคิดว่าจะไปหาพาหนะใดมาช่วยขนไม้ฟืนไปขาย 
หรือว่าควรจะไปบอกขายของแล้วนำผู้ซื้อ
มารับไปเองดีกว่ากัน  ก็พอดีมีช่างหม้อหลวงเดินมา  
เขากำลังเที่ยวหาฟืนอยู่เพื่อเผาภาชนะดินของหลวง
 
เมื่อเห็นมุสิกเศรษฐียืนอยู่กับฟืนกองโตเช่นนั้น 
จึงถามขอซื้อทันที  
วันนั้นมุสิกเศรษฐีได้ทรัพย์ 16 กหาปณะ
และภาชนะฝีมือประณีต 5 อย่าง
ที่ช่างหลวงสัญญาว่าจะจ่ายเป็นค่าที่เขาไม่ต้องเสียเวลาไปหาฟืน
...................................
 
เป็นอันว่ามุสิกเศรษฐีได้เงินจากพระราชา
ด้วยไม้ของพระราชานั่นเอง
 
7.
มุสิกเศรษฐีนั้นคิดว่าเมื่อมีเงินแล้วก็ต้องรู้จักใช้เงิน  
และการใช้เงินทางหนึ่งก็คือแบ่งปันให้กับผู้อื่นบ้าง
 
แม้เมื่อยังมีเงินน้อยอยู่ ก็สามารถทำได้  
มุสิกเศรษฐีคิดว่าตนเองเคยกระหายน้ำมาก่อน 
และหาน้ำดื่มไม่ได้
เวลาที่กระหาย  
จึงเริ่มตั้งตุ่มน้ำไว้บริการคนหาบหญ้า 500 คนด้วยน้ำดื่ม 
 
แม้เงินที่ได้จากช่างหม้อจะไม่มากมายนัก 
 แต่การให้น้ำก็ไม่ได้ต้องการเงินมากมายอะไร 
เพียงแต่คอยดูแลให้มีน้ำอยู่เสมอทุกวัน
...................................
 
คนหาบหญ้าก็รู้สึกขอบใจมุสิกเศรษฐี 
และหวังตอบแทนน้ำใจเขา 
แต่เขาไม่ได้หวังอะไรตอบแทน
 
เขาเพียงแต่บอกคนหาบหญ้าว่า 
เมื่อใดต้องการความช่วยเหลือแล้วจะบอก  
เขาก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดจึงจะต้องการความช่วยเหลือ  
 
แต่ก็เป็นความรู้สึกที่ดีสำหรับคนไร้ญาติมิตรอย่างเขา 
ที่จะมีมิตรอยู่ทั่วไป โดยอาศัยความเอื้อเฟื้อเป็นผู้นำทาง
...........................
 
ต่อมาเมื่อมุสิกเศรษฐีมีเวลาและมีเงินมากขึ้น 
และเห็นว่าสิ่งที่ตนให้นั้นเป็นประโยชน์ 
 
เขาก็ได้ตั้งตุ่มน้ำไว้ให้คนเรือด้วย 
คือตั้งไว้ในทางที่คนเรือต้องสัญจรผ่าน 
เขาจึงสามารปลูกไมตรีไปทั่ว
ด้วยประการดังนี้
.......................................
 
แล้ววันหนึ่ง
ก็เป็นวันที่ไมตรีผลิผลโดยที่มุสิกเศรษฐีไม่ได้เรียกร้อง  
 
วันนั้นคนทำหญ้าคุยกันว่า
 
วันรุ่งขึ้นจักมีพ่อค้าพาม้ามา 500 ตัว 
และคนทำหญ้าก็เล่าให้มุสิกเศรษฐีฟังด้วย 
เป็นไมตรีที่ผู้หยิบยื่นก็ไม่รู้ว่า 
กำลังยื่นทองคำมาให้เขา  
เพราะพวกเขาคุยกันเฉยๆ 
และก็คุยให้มุสิกเศรษฐีฟัง
 
มุสิกเศรษฐีจึงว่า 
แน่ะท่านท่านเคยถามว่า
ข้าพเจ้าต้องการอะไรตอบแทน
ที่ข้าพเจ้านำน้ำมาเลี้ยงพวกท่านทุกวัน 
ข้าพเจ้าจะขอท่านล่ะ 
พรุ่งนี้ข้าพเจ้าขอหญ้าจากท่านคนละกำ 
และถ้าข้าพเจ้ายังไม่ได้ขายหญ้า 
ขอท่านอย่าขายจะได้หรือไม่
 
คนทำหญ้าต่างก็รับปากกันอย่างแข็งขัน  
พากันกล่าวว่า 
ขอเพียงแค่นี้ทำไมจะไม่ได้
...................................
 
วันรุ่งขึ้น 
คนหาบหญ้าก็ให้หญ้าแก่มุสิกเศรษฐี
คนละกำ 500 คนก็ 500 กำ 
นำมาไว้ให้ถึงประตูบ้านเลยทีเดียว  
 
ตกบ่ายวันนั้น 
พ่อค้าก็เดินทางมาถึงพาราณสี  
แต่ก็ต้องประหลาดใจมาก
ที่หาซื้อหญ้าไม่ได้  
แม้จะตระเวนไปทั่วพระนครแล้วก็ตาม  
 
คนทำหญ้าไม่รู้หายไปไหนหมด
เขาเห็นหญ้ากองอยู่หน้าบ้านมุสิกเศรษฐี  
จึงมาอ้อนวอนขอซื้อ 
จะราคาเท่าใดก็ได้ 
เพราะม้าต้องกินหญ้า 
จะปล่อยให้ม้าอดอยากผอมโซก็คงขายไม่ได้ราคา 
และเขายังต้องอยู่ในเมืองอีกหลายวัน
มุสิกเศรษฐีจึงขายหญ้าให้พ่อค้าแต่เพียงผู้เดียวในวันนั้น  
 
วันต่อๆ มา 
คนทำหญ้าก็เป็นผู้ขายหญ้าตามปกติ  
มุสิกเศรษฐีขอให้พวกเขาขายทีหลัง  
พวกเขาก็ไม่ได้เดือดร้อน
เพราะการที่ม้าเข้ามาในเมืองเป็นจำนวนมาก  
เป็นเรื่องของความต้องการที่เกินกว่าปกติ
 
และเกินต่อมาอีกหลายวัน 
ต่างคนต่างก็ได้เงินจากการขายหญ้า
จำนวนมากด้วยกันทั้งหมด
...........................................
แต่มุสิกเศรษฐีได้ทรัพย์มาจากการขายหญ้า
เพียงวันเดียวนั้นถึง 1,000 กหาปณะ
 
จากหญ้าจากปกติที่ไม่เคยมีราคาค่างวดเท่าใด 
กลับขายได้ถึงกำละ 2 กหาปณะ
เพราะ ของที่หายาก ย่อมมีราคาเสมอ
........................................
8.
หลังจากที่หาเงินได้ถึง 1,000 กหาปณะแล้ว  
มุสิกเศรษฐีจึงหาลู่ทางทำมาหากิน
อย่างเป็นเรื่องเป็นราว 
เขาตั้งร้านค้าเล็กๆ 
และเก็บเงินส่วนหนึ่งเป็นทรัพย์สิน
เงินทองของมีค่า  
แต่จุดหักเหในชีวิตของเขายังมีอีก
...............................
 
 
 
 ติดตามตอนต่อไปได้ใน "เศรษฐีแห่งพาราณสี ตอนที่ 3 (ตอนจบ)"
 

 

 

Soure : Forwarded mail from "Bombjung"

Credit to "ออยใส" for a lovely frame

January 23

เศรษฐีแห่งพาราณสี... ตอนที่ 1

 

นิทานสำหรับคนอยากรวย ..ภาคแรก..
 

.
 
เศรษฐีแห่งพาราณสี (ตอนที่ 1)
 
 เมื่อเกือบสองพันปีมาแล้ว 
เมืองพาราณสีเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจ 
คับคั่งไปด้วยผู้คนทุกระดับชั้น 
ตั้งแต่ยาจกคนเข็ญใจ  ผู้ใช้แรงงาน นักคิด 
และพ่อค้าผู้มั่งคั่ง  ในบรรดาพ่อค้าเหล่านั้น 
มีเรื่องของพ่อค้าผู้หนึ่งที่น่าสนใจมาก
 
เพราะเขาได้ใช้ความเฉลียวฉลาด
พาตนเองให้พ้นจากความยากจน  
กระทั่งในที่สุด ได้รับตำแหน่ง เศรษฐีแห่งพระนคร
 
การจะได้ตำแหน่งเศรษฐีประจำพระนครนี้
ไม่ใช่เรื่องธรรมดา  
ใครๆ ก็อาจจะเป็นพ่อค้าที่ร่ำรวยได้ 
แต่การที่จะมั่งคั่งขนาดที่ได้รับแต่งตั้ง
จากพระราชาให้เป็นเศรษฐี 
จำเป็นต้องรวยอย่างแท้จริง 
รวยจนพระราชาต้องยอมรับ
 
คฤหาสน์ของเศรษฐีผู้นี้กว้างขวางใหญ่โต 
มีสวนผลไม้ขนาดใหญ่ 
มีบริวารนับร้อย 
มีโรงทานที่ให้ทานทุกวันสำหรับผู้ยากไร้ ฯลฯ
 
.................................................................................................................
 
อยากรู้จักเศรษฐีผู้นี้กันหรือยังคะ......
 
2.
 
คราวนี้เรามาดูกันว่า
เศรษฐีผู้นี้สร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองอย่างไร 
ทั้งๆ ที่ไม่มีทุนแม้แต่น้อย
 
เศรษฐีผู้นี้เดิมชื่อว่าอะไรนั้น ดูเหมือนผู้คนจะลืมไปเสียแล้ว 
คนทั่วไปเรียกเขาด้วยฉายาว่า มุสิกเศรษฐี
 
มุสิกเศรษฐีนี้เป็นกำพร้า 
พ่อแม่ตายตั้งแต่เด็ก เหลือเพียงตัวคนเดียว 
สมัยยังหนุ่มเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้าง
 
ทำงานเล็กๆ น้อยๆ ตามแต่จะมีคนจ้าง 
ยากจนมาก 
และไม่รู้ว่าจะประกอบการงานใดให้รุ่งเรืองขึ้นมาได้
 
จนกระทั่งวันหนึ่ง
ขณะที่กำลังเก็บกวาดใบไม้อยู่บริเวณถนนหลวง
หน้าบ้านท่านจุลลกเศรษฐี 
ท่านเศรษฐีกำลังจะไปธุระนอกบ้าน  
แลเห็นหนูตายตัวหนึ่งอยู่กลางถนน 
ซึ่งยังไม่มีใครเก็บกวาดไปทิ้ง 
ท่านเศรษฐีได้กล่าวลอยๆขึ้นมาว่า….
 
คนมีปัญญาย่อมใช้หนูตัวนี้ให้เป็นประโยชน์ 
เลี้ยงลูกเมียและประกอบการงานได้
 
มุสิกเศรษฐีซึ่งขณะนั้น
เป็นเพียงคนกวาดถนนยืนอยู่ตรงนั้น 
ย่อมได้ยินคำพูดของเศรษฐี ก็เข้าใจว่า
ท่านเศรษฐีคงตั้งใจพูดให้ตนเองได้ยิน  
และคงมองเห็นว่าหนูจะกลายเป็นเงินเป็นทองได้  
 
มุสิกเศรษฐีจึงคิดขึ้นมาว่า
ตนเองเห็นหนูตายมาหลายครั้งแล้ว 
ก็รอแต่ว่าให้เจ้าพนักงานหรือผู้มีหน้าที่มาเก็บไปทิ้ง  
เมื่อท่านเศรษฐีพูดเช่นนั้น
ท่านคงมองเห็นวิธีทำเงินให้งอกเงยขึ้นมาจากหนูตัวนั้น  
 
แม้จะยังไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป
เราซึ่งเป็นคนยากจนก็ควรจะเชื่อท่านไว้ก่อน
 
คิดได้ดังนั้น จึงหาใบไม้สะอาดๆ มาใบหนึ่ง 
เก็บหนูตัวนั้นวางบนใบไม้แล้วนำไปที่ตลาด 
ตั้งใจว่าจะลองไปนั่งขายที่ตลาดดู 
 เพราะคิดว่าไม่เสียหายอะไรที่จะเสียเวลาไปตลาด  
เนื่องจากตนเองก็มีเวลามากมายที่
ไม่รู้จะทำอะไรอยู่แล้ว
..............................................................................................................................
 ทางเดินไปตลาดต้องผ่านบ้านของพราหมณ์ครอบครัวหนึ่ง  
พอคนใช้ในบ้านพราหมณ์เห็นคนถือหนูตาย
เดินผ่านมาก็ร้องบอกให้หยุดก่อน  
แล้วเข้าไปแจ้งนายของตนเอง  
พราหมณ์ผู้เป็นนายกำลังต้องการหาอาหาร
ให้แมวที่เลี้ยงเอาไว้  
แมวชอบหนูอยู่แล้ว 
อีกทั้งซื้อหนูตายก็ถูกกว่า
จะไปหาซื้อเนื้ออย่างอื่นมาเป็นอาหารแมว
 
หนูตายตัวนั้นจึงขายได้ตั้แต่ยังไปไม่ถึงตลาด  
มุสิกเศรษฐีได้เงินมากากณึกหนึ่ง (น้อยมากๆ จนไม่น่าสนใจ)
.................................................................................................................
คงจะเริ่มสงสัยกันแล้วนะคะ
ว่าเงินเพียงหนึ่งกากณึก
จะทำให้มุสิกเศรษฐีรวยขึ้นมาได้อย่างไร
........................................................................................................
เห็นไหมคะว่าหนูตายตัวหนึ่ง
ที่เคยแต่ต้องเสียเงินจ้างคนมาเก็บไปทิ้ง 
ยังสามารถสร้างเงินขึ้นมาได้  
 
แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าจากนั้นมุสิกเศรษฐีจะทำอะไรต่อไป  
เพราะคงไม่สามารถหาหนูตายไปขายได้ทุกวัน  
หรือถึงจะหาได้ 
คนซื้อหนูตายก็อาจจะไม่มีทุกวัน  
 
มุสิกเศรษฐีได้แต่นึกถึงคำของท่านเศรษฐีจุลลกะที่ว่า
คนมีปัญญาย่อมใช้หนูตัวนี้ให้เป็นประโยชน์ 
เลี้ยงลูกเมียและประกอบการงานได้
 
แต่ขณะนั้นมุสิกเศรษฐียังไม่มีลูกเมีย  
จึงได้แต่มุ่งว่าจะทำอย่างไร
ที่จะทำให้เงินที่ได้มาจากหนูตายทำให้ตนเอง
ประกอบการงานได้  
 
หัวใจอยู่ที่ว่า
ต้องใช้ปัญญา
 
แล้วมุสิกเศรษฐีใช้ปัญญาอย่างไร
.......................................................
หลังจากที่มุสิกเศรษฐีเที่ยวเก็บหนูตาย 
และเศษสิ่งของต่างๆ เพื่อนำไปขายใน
 
ตลาดหาเงินมาเพิ่มเติมนั้น 
ก็พบว่ากิจการเช่นนี้ไม่ยั่งยืน 
เพราะของมีวันหมด
และยากที่จะเลี้ยงชีพหรือประกอบการงาน
ด้วยการเก็บเศษขยะได้ตลอดไป
 
และแล้ววันหนึ่ง   
หลังจากเที่ยวเสาะหาเศษสิ่งของ
ที่จะมาเป็นรายได้จนเหนื่อยอ่อน  
มุสิกเศรษฐีก็นั่งพักเหนื่อยอยู่ที่ใกล้ประตูเมือง  
พร้อมกับตั้งคำถามกับตัวเองว่า  
 
ควรจะทำอย่างไรต่อไป  
ปัญญาจะมาจากไหนที่จะสร้างเงินให้ตัวเองได้
.................................................................
 วันนั้นเอง 
มุสิกเศรษฐีก็สังเกตเห็นสิ่งที่ผ่านตาตัวเองไปจนชิน  
โดยที่ไม่เคยได้สังเกตมาก่อน
 
มุสิกเศรษฐีเริ่มจะ 
“See the wood from the trees” 
แบบใน Wink and Grow Rich 
แล้วล่ะค่ะ
.....................................................................
เนื่องจากเมืองพาราณสีนี้มีการบูชาเทพต่างๆ 
เป็นเรื่องประจำ 
และราชสำนักก็ใช้ดอกไม้จำนวนมากทุกวัน
 
ทุกๆ วัน
จะมีคนเก็บดอกไม้ทูนดอกไม้ที่ไปเก็บมาจากนอกเมือง  
เดินกลับเข้าเมืองมาอย่างเร่งรีบเพื่อจะนำไปขาย
 
คนเก็บดอกไม้จำนวนมากเหล่านี้
จะต้องออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนตะวันขึ้น  
และกลับมาพร้อมดอกไม้
ด้วยอาการอิดโรยและเหนื่อยล้า 
 เพราะอากาศเริ่มร้อน  
 
ความคิดหนึ่งวาบเข้ามาในหัวมุสิกเศรษฐี  
ทำให้เห็นลู่ทางที่จะทำเงินหนึ่งกากณึก
ให้เป็นเงินกหาปณะได้ 
( 1 กหาปณะ = 20 มาสก = 4 บาท)
 
แม้จะไม่มั่นใจนักแต่ก็จะลองดู
...........................................
4.
มุสิกเศรษฐีนำเงินที่มีเพียงเล็กน้อยนั้นไปซื้ออ้อยมา  
แล้วหาหม้อใบหนึ่งตักน้ำไปตั้งที่ทางเข้าประตูเมือง
 
ในเวลาสายตอนที่คนเก็บดอกไม้จะกลับมาจากป่า 
เมื่อคนเก็บดอกไม้เดินผ่านมา 
ก็เสนอให้ชิ้นอ้อยคนละหน่อย
แล้วให้ดื่มน้ำหนึ่งซองมือ  
คนเก็บดอกไม้แต่ละคน
ไม่ใช่คนมั่งคั่งที่จะมีเงินซื้อน้ำดื่ม  
แต่พวกเขาก็พอใจที่ได้บริการจากมุสิกเศรษฐี  
เพราะพวกเขาก็หิวน้ำ  
แต่ละคนก็แบ่งดอกไม้ให้คนละกำมือ  
 
เมื่อได้ดอกไม้มาแล้ว 
มุสิกเศรษฐีก็นำดอกไม้นั้น
ไปนั่งขายอยู่ที่หน้าเทวาลัย
เช่นเดียวกับพ่อค้าดอกไม้คนอื่น
...............................................................................................
แต่แล้วมุสิกเศรษฐีก็คิดได้ว่า 
ตนเองคงไม่สามารถ
ยึดเอาการบริการน้ำเพียงแค่นี้เป็นการอาชีพได้
เพราะเมื่อผู้อื่นเห็นตนเองทำแล้ว 
ใครๆ ก็คงจะทำเป็น
...........................................................................................
 
เอ.........เมื่อไหร่จะเป็นเศรษฐีเสียทีน้อ..............
 
"คนมีปัญญาเฉลียวฉลาด
ย่อมตั้งตนได้
ด้วยต้นทุนแม้น้อย 
ดุจคนก่อกองไฟน้อยๆ 
ให้เป็นกองใหญ่ฉะนั้น"
 
.............................................
5. 
คิดได้ดังนั้น 
มุสิกเศรษฐีจึงเปลี่ยนวิธีการ  
เลิกเป็นพ่อค้าขายดอกไม้
ที่ได้รับมาเป็นค่าตอบแทนจากน้ำอ้อย
 
แต่กลายเป็นพ่อค้าส่งดอกไม้แทน  
เพื่อไม่ต้องเสียเวลานั่งขายดอกไม้   
มุสิกเศรษฐีเริ่มตื่นแต่เช้าตรู่
ไม่แพ้คนเก็บดอกไม้  
ขณะที่คนเก็บดอกไม้ไปเก็บดอกไม้  
มุสิกเศรษฐีก็ไปซื้ออ้อย  
และแบกน้ำตามไป   
นำไปบริการจนถึงสวนดอกไม้   
ไม่ต้องรอให้ลูกค้ามาหาเหมือนเดิม   
คนเก็บดอกไม้ไปหาดอกไม้เหมือนเคย  
แต่พวกเขาเก็บดอกไม้ได้นานขึ้น 
เพราะมีคนยอมหนักแบกน้ำออกไปบริการ  
เช่นนี้มุสิกเศรษฐีจึงได้ค่าอ้อยและน้ำเป็นดอกไม้
มากกว่าที่จะได้เมื่อบริการที่ประตูเมือง  
 
ขาไปเขาแบกของหนักไปคือน้ำ  
ขากลับเขาแบกของเบากลับมาคือดอกไม้   
 
แต่ว่าของเบานั้นทำเงินให้เขามากกว่า
ของหนักที่ไม่มีราคาในตัวของมันเอง  
 
แต่ว่าเป็นช่องทางให้
ได้ของเบาคือดอกไม้กลับมา
.....................................................................
เป็นอันว่ามุสิกเศรษฐีไม่ได้เป็นคนเก็บดอกไม้ 
แต่กลับมีดอกไม้มากกว่าคนเก็บดอกไม้เสียอีก  
 
เขาได้สินค้ามาด้วยการแลกเปลี่ยนกับบริการของเขา  
 
ถ้าเราเลือกบริการที่ถูกต้อง 
คือถูกสถานที่และเวลา 
ถูกความต้องการของผู้ซื้อ
เราย่อมค้าขายได้กำไร   
 
แต่บางคนอาจจะแย้งว่า 
ถ้าขายของไม่เป็นจะทำอย่างไร
............................................................................
 
ไม่มีใครทำอะไรเป็นตั้งแต่เกิด 
 มุสิกเศรษฐีก็เช่นกัน  ไม่เคยขายของ 
และขายของไม่เป็น
จนกระทั่งวันที่เขานำหนูตายไปขาย  
เขารู้แต่ว่าเขาไม่ได้ต้องการดอกไม้ไปบูชา 
หรือเอาไปร้อยเล่นเป็นเครื่องประดับ 
แต่เขาก็ไม่ปฎิเสธที่จะรับดอกไม้มาแทนเงิน  
 
เขาต้องใช้ความพยายามอีกส่วนหนึ่ง
ที่จะหาวิธีแปลงสิ่งที่ได้มาให้เป็นสินค้าให้ได้
 
ถ้ามันยังเป็นสิ่งของอยู่ในใจเขามันก็ไม่เป็นเงิน  
เหมือนหนูตาย  
ถ้ามันยังเป็นสิ่งปฎิกูล 
มันก็ไม่เป็นเงิน 
 
เมื่อเริ่มตั้งในใจว่านั่นเป็นสินค้าเมื่อใด 
เมื่อนั้นสิ่งนั้นจะนำเงินมาให้  
 
มุสิกเศรษฐีทำการบริการช่างดอกไม้อยู่หลายเดือน
รวบรวมเงินได้ 8 กหาปณะ
........................................................
 
เดากันได้ไหมคะว่าเหตุการณ์เป็นเช่นไรต่อไป
 
ที่ไหนๆ  ก็เช่นเดียวกัน  
พอเห็นคนมีรายได้  ก็ต้องมีคนทำตาม 
และก็คงมีคนเก็บดอกไม้บางคนเริ่มได้คิด
แล้วนำน้ำติดตัวออกไปเอง  
ก็จะมีดอกไม้เหลือมากขึ้น 
เพราะไม่ต้องแบ่งให้คนขายน้ำ  
 
การคิดริเริ่มบางอย่าง
ก็ไปกระตุ้นความคิดให้ผู้อื่น
หาทางแก้ปัญหาในทางอื่นๆ ได้ด้วย
......................................................................................
 
แล้วมุสิกเศรษฐีทำอย่างไรต่อไป.............
 
โปรดติดตามต่อใน "เศรษฐีแห่งพาราณสี... ตอนที่ 2"

 

 

Soure : Forwarded mail from "BombJunG"

Credit to : "ออยใส" for a sweet frame

 

 

January 11

(✿◕‿◕) My "NeW YeAr 2006" (◕‿◕✿) เมื่อปีน้องหมามาเยือน.. ขอให้เรื่องดีๆผ่านเข้ามา เรื่องขัดใจจงหายไปไกลๆ... ชิ้ว แนนจ๋าจงอดทน (>o<) เก็บด้านยัยตัวแสบขาวีนไว้เบื้องหลัง ต่อแต่นี้จงสวมบทนางฟ้า(แต่มีเขี้ยวเล็บคมกริบไว้ป้องกันตัว) หึๆ

 

สวัสดีปีใหม่ค่ะเพื่อนๆ   

 

ปีใหม่นี้ขอให้เป็นปีน้องหมาเริงร่าสำหรับทุกคนนะคะ

 

Special thanks to ..゚+。゚*Д ✿ Ħ *゚。+゚ .. จากแก๊งส์นางมาร.. สำหรับการ์ดปีใหม่น้องหมาน่ารัก

 

 

 

ช่วงนี้แนนงานยุ่งอย่างแรง  เลยลาจากการ updateไปนาน.... 

มาแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันว่ายังมีชีวิตอยู่เจ้าค่ะ  แต่มีเรื่องยุ่งๆ มากมาย   

แนนไม่ได้ไปฉลองปีใหม่ที่ไหนกับครอบครัวเลย  แค่ออกไปกินอาหารด้วยกันเท่านั้น 

แต่กิจกรรมเล็กน้อยนี้  ทำให้แนนมีความสุขมากๆ 

เพราะได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวอย่างเต็มที่จริงๆ ติดกันตั้ง 4 วันแน่ะ.... ไม่อยากกลับไปทำงานเลย.... 

บ้านคือวิมานของเรา  มีแต่คนที่รักเราที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของเรา 

 

แนนได้ไปร่วมงานปีใหม่ทั้งของคณะ และ วิทยาเขต มาค่ะ... มาเล่าสู่กันฟังนะ 

ส่วนรูปก้อคลิกดูกันที่ PhoTo AlbuM จ้า

 

.

 

งานปีใหม่คณะ

29 มกราคม 2549

งานเลี้ยงปีใหม่ของคณะ  โดยมีนโยบายว่า กินไปทำไป 

นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมพวกเราถึงไม่นั่งที่โต๊ะกินกันดีๆ 

แต่จะนั่งกินอยู่บนลานบ้านใกล้เตา Barbique กะทะเตาถ่าน

และหม้อหุงข้าว...  อาหารจานแรกที่ทำเสร็จคือ French Fries

ทอดเสร็จร้อนๆ ก้อเหยาะเกลือนิดหน่อย 

ยืนกินกันตรงนั้นเลย   ตามด้วยลูกชิ้นทอด 

และน่องไก่ทอด..

น้ำจิ้มไม่ต้องเพราะพวกเราหมักแบบไม่ล้างมือ 

รสชาติเลยออกมากลมกล่อมกำลังดี หุๆ  

ซักพักหอยปิ้ง กุ้งปิ้ง หมึกปิ้ง ก้อได้ที่  ตามด้วย บาร์บีคิวหมู 

ข้าวสวยร้อนๆ   

ส่วนเครื่องดื่มก้อมีน้ำ Punch (ใส่ Gordon ไปด้วย อร่อยเหาะ... ต้องขอบคุณอาจารย์พ่อไว้ ณ ที่นี้) 

หม่ำเสร็จก้อเล่นเกมเหยียบลูกโป่ง 

แล้วก้อจับฉลากแลกของขวัญกัน  ร้องเพลงพอเป็นพิธี 

แล้วก้ออวยพรปีใหม่  

งานเลิกประมาณ 5 ทุ่มกว่าแน่ะ

... แต่ท่านคณบดีบอกว่าจะดึกยังไงก้อต้องไปตอกบัตร

ทำงานให้ทัน 8.30 น. เหอๆ .... เห็นใจกันดีจังเลย   

คงไม่ต้องบอกสินะว่า

รุ่งเช้าทุกคนทำงานด้วยสภาพตาโหล 

ส่วนเครื่องดื่มยามบ่ายของเจ้าหน้าที่ที่นี่

ก้อเลยกลายเป็นกระทิงแดงไปซะงั้น (สงสัยกาแฟจะเอาไม่อยู่)

 

 

 

5 มกราคม 2549

ตอนเช้าไปร่วมทำบุญกันที่บ้านพักคนชราที่บางละมุงค่ะ  

คุณตาคุณยายที่นี่น่ารักมาก  สดใสแข็งแรงกันทุกคน    แต่แนนทราบมาว่าเจ้าหน้าที่จะจัดให้เราเข้าชมเฉพาะบ้านที่น่าดูเท่านั้น  ส่วนบ้านที่เหล่าคนชราช่วยเหลือตัวเองไม่ได้  เค้าจะแยกไว้ต่างหาก... ฟังแล้วก้อเข้าใจเค้า 

เค้าคงไม่อยากให้คนที่เข้าไปคงหดหู่กลับมา  แต่ว่าก้อน่าสงสารคุณตาคุณยายกลุ่มนั้นจัง  

แนนว่าคนแก่ยิ่งต้องการการดูแลเอาใจใส่มากกว่าคนปกติ   แต่กลับโดนละเลยแบบนี้น่าสงสาร....

ตอนแก่แนนจะเป็นไงมั่งเน้อ (ไม่นึกดีกว่า...อนาคตไกลเกิน  เหอๆ)

 

 

 

 

งานปีใหม่วิทยาเขต

7 มกราคม 2549

ทุกปีวิทยาเขตจะมีการจัดงานปีใหม่น่ะ  

ทางวิทยาเขตจะจัดชุดให้ใส่เข้างาน 

 ปีที่แล้วเป็นผ้าลายดอก (เสร็จจากคลุมไหล่ในงาน  ก้อกลายเป็นผ้าปูโต๊ะไปแล้ว) 

ส่วนปีนี้เป็นเสื้อลายดอกๆอะ... สวยมากจนไม่กล้าใส่  

ดูในรูปกันเอาเองนะคะ

(เดินผ่านนิสิต  มีแต่คนทักว่าทำไมใส่เสื้อแบบนี้!)

 

นอกจากนี้ทุกปีทางวิทยาเขตกำหนดให้ทุกคณะมีการแสดงด้วย 

แล้วคณะแนนก้อเพิ่งได้จัดตั้งเป็นปีแรก  (น้องใหม่และคนสุดท้องของวิทยาเขต) พวกอาจารย์ใหม่และเจ้าหน้าที่กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ 

ที่ประชุมเลยจัดให้พวกที่ไอเดียเฉิดฉายไปคิดการแสดงมา.... 

นี่เป็นสาเหตุของความเครียดส่วนบุคคลของแนนจนแทบบ้า  

 

เนื่องจากคณะอื่นเค้าจะให้ทุกคนแสดงอย่างเท่าเทียมกัน

หรือไม่ก้อ

มีตัวเด่นและมีตัวรอง เป็นปกติของการแสดงใช่มะ....

 แต่นี่แปลกมาก 

คือมีตัวเด่นดำเนินเรื่องอยู่ 2 คน (คือคนคิด)

 

ส่วนที่เหลือเป็นฉาก!! 

อ่านกันไม่ผิดหรอกค่ะ

แนนได้เป็นก้อนเมฆ 

(เดี๋ยวทำฟ้าผ่าเลยดีมะ)   

มีพระอาทิตย์  ต้นมะพร้าว 3 ต้น  และนกอีก 2 ตัว 

พวกฉากก้อถือ Prop อุปกรณ์ประกอบฉากบังหน้าบังตาโบกไปมา

เหมือนการแสดงอนุบาลหมีน้อย  

ส่วนอีก 2 คนแต่งชุดชาวเกาะสวยงาม

 (ชิๆ....ที่ทำไปเพื่อ spirit นะเนี่ย 

ถ้ารู้ว่าให้เราแสดงได้คุ้มค่างี้นะขอบายดีกว่า... 

ขอไม่แสดงก้อไม่ได้  ขอเปลี่ยนบทก้อไม่ให้  ฉอดๆ)   

 

ที่บ่นเนี่ยเพราะเหมือนถูกบังคับให้แสดงในบทที่ไม่ชอบ

โดยที่ไม่มีการให้คนอื่นเสนอความคิดเห็น 

แนนเลยรู้สึกว่ามันไม่แฟร์ 

(เหมือนคิดเอง.. เล่นเอง ประมาณเนี้ย)  

แถมให้เด็กกิจกรรมอย่างเรา (ทั้งอยู่โรงเรียน มหาลัย ทำมาหมดแล้ว ตั้งแต่ รำไทย เต้นบัลเล่ย์ แสดงละคร ฯลฯ) ต้องมาเป็นแค่ฉาก    

เซ็งชีวิต!!...

 

ถ้าเป็นก้อนหินก้อเป็นให้มันหมดทุกคนดิ 

ถ้างั้นโอเค  เอาไงเอากัน... 

 

ในใจบอกตามตรงว่าไม่ชอบใจมาก

แต่ให้ความร่วมมือทุกอย่างเพื่อ spirit & unity เหอๆ

 

อันที่จริงแนนไม่ได้โกรธหรอกค่ะ 

แค่เคืองเล็กๆ

ทุกครั้งที่แนนคิดการแสดง

แนนจะถามความเห็นชอบจากนักแสดงทุกครั้ง 

ถ้าไม่ชอบเราปรับเปลี่ยนกันได้

ทุกคนต้อง Happy กับบทที่ได้รับจึงจะแสดงได้ดี

 

 

แต่ยังไงก้อขอขอบคุณคนที่คิดการแสดงที่สละเวลานะ

การแสดงออกมาได้น่ารักก้อเพราะทุกคนนั่นแหละ

 

 

..... อย่าน้อยใจไปเลยน้า .....

 

 

แต่ถ้าจะให้ดี

รับฟังกันบ้าง  จะได้ช่วยคิดไง

เล่นร่ายจนจบแบบนี้  จะให้ไปแก้ก้อเกรงใจ

เสียกำลังใจคนทำเปล่าๆ

คราวนี้ก้อขอทำไปบ่นไปละกัน

แต่คราวหน้า...  ไม่ปล่อยแน่

แนนร่วมแจมแน่นอน  หึๆ

 

 

บ่นมายืดยาวเลยแฮะ  เอาเป็นว่าดูรูปเอาเองนะคะ 

แต่โดยรวมๆแล้วก้อโอเค

ฉากสวยดี หุๆ   

 

 

 

แต่สิ่งดีๆที่ได้มา

คือ

ความสามัคคีร่วมมือกันของหมู่คณะ

ก้อ ok นะ  ...

 

 

 

เก็บฉากนังมารร้านขาวีนไว้เบื่องหลังดีกว่าเดี๋ยวจะไม่งาม   

นางเอกเค้าห้ามร้ายบ่อย.. จริงมะคะ โฮะๆ

 

 

สุดท้ายก้อจับฉลาก...

 

แนนไม่ค่อยมีดวงด้านนี้ตั้งแต่เกิด  เป็นทั้งตระกูลเลย (ของแบบนี้ไมมันกลายเป็นกรรมพันธุ์ไปได้ล่ะ) 

ที่ได้มาก้อมี 3 กล่อง 

 

กล่องแรก.... เป็นน้ำมันมะกอก (สำหรับทำอาหารนะคะ  ไม่ใช่หมักผม)  เส้นพาสต้า กะ คอนเฟลก 

ตอนแรกแนนเขย่าดูมีคนบอกว่าเป็นถั่วลิสงทอด 

แทบจะกรี๊ดแน่ะ  แต่ได้เจ้ากล่องนี่มาแนนก้อเลย.?...   

ตามแลกของขวัญกะชาวบ้านสิคะ

(ตามแบบฉบับของสาวสวยมากเรื่อง)  

สุดท้ายไปตบแฟ้ม Mickey Mouse จากอ.เต้มาได้  ฮิๆ  

พอใจแระ (ขอบใจนะเต้  ฮุๆ)

 

กล่องที่สอง.... เสื้อยืดครบรอบ 10 ปีวิทยาเขตศรีราชา 

อันนี้ได้รับมาเป็นรางวัลการแสดง  แนนได้ size ที่อยากได้พอดี  เลยเก็บไว้  ไม่แลกกะใคร และก้อไม่ให้ใครแลกด้วย  กิ๊วๆ

 

กล่องที่สาม....  รางวัลใหญ่จากผู้บริหาร  ซึ่งไม่ได้กันทุกคน ...

แนนน่าจะพอใจนะ  เพราะแนนจับได้แจกัน

(พระเจ้าช่วยกล้วยทอด....แนนเลี้ยงดอกไม้ไม่เคยรอดเลย 

ที่พอเลี้ยงแล้วไม่ตายก้อมีแต่กระบองเพชร....  ดันได้แจกัน) 

 

ส่วนคนอื่นเค้าคงอับโชคเพราะได้เครื่องเล่น DVD , เตาอบ , เตา Barbique ไฟฟ้า,  เงินสด  (พิมพ์ไป..อิจฉาไป  งุงิ   งุงิ)  

 

แนนก้อถูแจกันอยู่หลายรอบ

หวังว่ามันจะมียักษ์ Jinny โผล่มาแบบตะเกียงวิเศษ

เสกให้แจกันแนนกลายเป็นเครื่องเล่น DVD กะเค้าบ้างอะ... 

 

แต่เห็นอ.จิ๋วบอกว่าแจกันที่แนนได้มันเป็นผลิตภัณฑ์ของยี่ห้อ Iyara ซึ่งเป็น Brand ที่คลาสสิคของแพงนะ .... 

 

อ้าว....เหรอคะ  (สงสัยแนนจะโลโซเลยไม่รู้จัก)   

ต๊าย...  เดี๊ยนได้แจกันไฮโซนะเนี่ย  ขอบอกๆ      

 

...นิทานเรื่องนี้  สอนให้นู๋รู้ว่า 

จงพอใจในสิ่งที่มีอยู่  

อย่าโลภๆ.... 

 

จบละ

 

 

Credit to .. "ออยใส".. for cute animation frame jaa ^^

December 21

จากในหลวงถึงพระเทพฯ

ปิดท้ายคำสอนของพ่อด้วย คำสอนจากพ่อของแผ่นดิน
 
..."จากในหลวงถึงพระเทพฯ"... 
 
 

 
 

- -จากในหลวงถึงพระเทพฯ- -


- - -

ลูกพ่อ
 
ในพื้นแผ่นดินนี้ 
ทุกสิ่งเป็นของคู่กันมาโดยตลอด
มีความมืดและความสว่าง
ความดีและความชั่ว 
ถ้าให้เลือกในสิ่งที่ตนชอบแล้ว 
ทุกคนปราถนาความสว่าง
ปรารถนาความดีด้วยกันทุกคน 
แต่ความปรารถนานั้นจักสำเร็จลงได้
จักต้องมีวิธีที่จักดำเนิน
ให้ไปถึงความสว่าง หรือความดี นั้น 
ทางที่จักต้องไปให้ถึงความดี 
ก็คือรักผู้อื่น
เพราะความรักผู้อื่น
สามารถแก้ปัญหาได้ทุกปัญหา
ทำให้โลกมีแต่ความสุขและเกิดสันติภาพ
 - - - 
ความรักผู้อื่นจักเกิดขึ้นได้ 
พ่อขอบอกลูกดังนี้...
 
1.ขอให้ลูกมองผู้อื่นว่า 
เป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ 
เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย
ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น 
ไม่ว่าอดีต...ปัจจุบัน...อนาคต
 
2. มองโลกในแง่ดี 
และจะให้ดียิ่งขึ้น 
ควรมองโลกจากความเป็นจริงอัน
จักเป็นทางแก้ปัญหา
อย่างถูกต้องและเหมาะสม
 
3.มีความสันโดษ 
คือ มีความพอใจ
เป็นพื้นฐานของจิตใจ
... พอใจตามมีตามได้ 
คือ ได้อย่างไร ก็เอาอย่างนั้น 
ไม่ยึดติด
ขอให้คิดว่ามีก็ดี ไม่มีก็ได้
... พอใจตามกำลัง 
คือ มีน้อยก็พอใจตามที่ได้น้อย
ไม่เป็นอึ่งอ่างพองลม
จะเกิดความเดือดร้อนในภายหลัง
... พอใจตามสมควร 
คือ ทำงานให้มีความพอใจ 
เหมาะสมแก่งาน
ให้ดำรงชีพให้เหมาะสมแก่ฐานะของตน
 
4. มีความมั่นคงแห่งจิต 
คือให้มองเห็นโทษของความเกียจคร้าน
และมองเห็นคุณประโยชน์ของความเพียร 
และเมื่อเกิดสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา
ให้ภาวนาว่า...
มีลาภมียศ สุขทุกข์ปรากฎ 
สรรเสริญนินทา เสื่อมลาภ เสื่อมยศ
เป็นกฎธรรมดาอย่ามัวโศกา
นึกว่า ' ช่างมัน '
 
พ่อ  
6/10/2547
- - - 
**** ฉันหวังว่า 
คำสอนพ่อที่ฉันได้ประมวลมานี้
จะเกิดประโยชน์แก่ท่านผู้อ่าน
และลูกอันเป็นที่รักของพ่อทุกคน
ฉันรักพ่อฉันจัง

- - -

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 BY momotarohanso

 

 

Sorce : Forwarded Mail from my nice friend "Bombjung"
Credit to : Momotarohanso for cute frame 
 
 
 
สมเด็จพระสังฆราชประทานพรปีใหม่
ขอให้คนไทยร่วมถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
 
พร้อมทรงขอให้คนไทยสำรวจตัวเองว่า
ปีที่ผ่านมามีข้อบกพร่องอะไร และจะปรับปรุงแก้ไขตนเองอย่างไร

 
 
 

เจริญพรสาธุชนทั้งหลาย

ในวารดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2549 นี้

นับเป็นปีมหามงคลอีกปีหนึ่ง

เพราะเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ทรงครองราชย์ถ้วน 60 ปี

 

จึงใคร่ขอเชิญชวนพสกนิกรชาวไทย

พร้อมใจกันถวายพระพรชัยมงคล

ขอจงทรงพระเจริญยั่งยืนนาน

ขอให้ทุกคนสำรวจตนเองว่า

ในรอบปีที่ผ่านมามีอะไรบกพร่อง

จะปรับปรุงแก้ไขตนเองอย่างไร

 

วันเวลามีค่า

มีความหมาย

ก็เพราะเราใช้ทำสิ่งที่มีคุณค่า

ประกอบด้วยธรรม

มีความหมายต่อชีวิต

 

ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย

และอำนาจบุญกุศล

อำนวยให้ท่านทั้งหลาย

เจริญสิริสวัสดิ

พิพัฒมงคล

ตลอดไปทั่วกัน

 

ขออำนวยพร

 

 

 

 

 

 

Sorce : Manager Online

Credit to ...Rinn... for a lovely frame