NanZiE 的个人资料•°¤*(¯`° Lady NaNziE °´¯...照片日志列表更多 工具 帮助
2月15日

เศรษฐีแห่งพาราณสี (ตอนที่ 3)

 
นิทานสำหรับคนอยากรวย ...ภาคจบ...
 

.

 
เศรษฐีแห่งพาราณสี (ตอนที่ 3)
 
วันหนึ่ง 
มีเรือสินค้าเข้ามา 
เรือลำนี้เป็นเรือใหญ่มาจากแดนใต้  
 
ในเวลานั้นคน
กำลังรอสินค้าหลายอย่าง
ด้วยเพิ่งพ้นฤดูมรสุม  
 
เรือลำนี้บรรทุกสินค้าหลายชนิด
ซึ่งเป็นที่ต้องการ  
คนที่ทำงานทางน้ำได้รับรับข่าวส่งต่อๆ กันมา
และเล่าให้มุสิกเศรษฐีฟัง  
เขาจึงเห็นลู่ทางที่จะทำเงินได้
จากการรู้ข่าวล่วงหน้าก่อนคนอื่น  
 
มุสิกเศรษฐีใช้เงิน 8 กหาปณะ
เช่ารถคันหนึ่งออกไปยังท่าเรือ
พร้อมบริวารก่อนเรือจะเทียบท่าเสียอีก 
 
ก่อนที่พ่อค้าคนอื่นจะได้ข่าวหรือเตรียมตัวทัน 
เขาแต่งกายและตระเตรียมเครื่องใช้อันจำเป็น 
เพื่อให้มีมาดของผู้มียศ  
แล้วตั้งวงม่านกั้นแดดกั้นลม
เพื่อสร้างอาณาบริเวณ
ที่จะกันมิให้ผู้อื่นเข้าถึงตัวเขาได้ง่าย
อันเป็นวิสัยของผู้มียศ 
และเป็นวิธีสร้างโอกาสในการต่อรองราคาสินค้า
..........................................
 
มุสิกเศรษฐีได้พบกับนายเรือ
ที่เดินทางล่วงหน้ามาด้วยเรือลำเล็กเข้ามาก่อน
และสอบถามเรื่องสินค้าที่บรรทุกมา 
พร้อมทั้งต่อรองราคา
จนเป็นที่พอใจทั้งสองฝ่าย 
 แล้วจึงมอบแหวนวงหนึ่งเป็นค่ามัดจำสินค้า
........................
 
หลังจากเจรจาการค้าเรียบร้อยแล้ว 
มุสิกเศรษฐีก็พำนักรอในวงม่าน
และสั่งบริวารว่า 
ถ้ามีใครมาขอพบให้อิดออดอยู่ 3 ครั้งก่อน
 
พวกพ่อค้า 100 คนในเมืองพาราณสี  
เมื่อได้ทราบว่าเรือเข้าเทียบท่า
จึงพากันออกไปเลือกซื้อสินค้า  
แต่ต่างก็ต้องผิดหวัง 
 
เพราะนายเรือแจ้งว่า
ได้ตกลงขายสินค้าทั้งลำเรือ
ให้แก่พ่อค้าคนที่พำนักอยู่ในวงม่านนั้นหมดแล้ว
 
พวกพ่อค้าทั้งหลาย
ต่างก็ทราบดีว่า
สินค้าในเรือนั้นเป็นสินค้าคุณภาพดี
เป็นที่ต้องการของชาวเมือง 
แม้แต่พระราชาก็ยังต้องการ  
 
พวกเขาจำเป็นต้องมีสินค้าขาย 
จึงพากันมาพบมุสิกเศรษฐี 
เพื่อขอซื้อสินค้า
...........................
 
บริวารของมุสิกเศรษฐีก็ทำตามคำสั่ง 
คือประวิงเวลาไว้ 
จนพ่อค้าแต่ละรายกระวนกระวายร้อนใจ 
จึงเปิดทางให้พบ   
 
พวกพ่อค้าเหล่านั้น
สรุปการตกลงทางการค้าได้ว่า 
พวกเขายินดีเข้าหุ้นกับมุสิกเศรษฐี 
ทำให้มุสิกเศรษฐี
ได้เงินมา 100,000 กหาปณะ 
เพื่อให้พวกพ่อค้าเป็นหุ้นส่วนในสินค้าทั้งลำเรือ
.......................................................
 
9.
เมื่อพวกพ่อค้าคิดกันต่อไปว่า  
จะจัดแบ่งสินค้ากันอย่างไร
ระหว่างมุสิกเศรษฐีกับพวกพ่อค้า  
 
เพราะเมื่อแบ่งสินค้ากันแล้ว 
มุสิกเศรษฐีก็จะเป็นผู้ที่มีสินค้าในมือมากที่สุด  
คือถึงกึ่งหนึ่งของที่พวกพ่อค้ามี
 
พวกพ่อค้าจึงได้ข้อเสนอใหม่ว่า  
พ่อค้าแต่ละคนต่างก็ตกลงจ่ายเงิน
ให้มุสิกเศรษฐีอีกจำนวนหนึ่ง 
เพื่อให้เขาปล่อยหุ้น 
 
พ่อค้าแต่ละคน
ก็จะได้เหมาสินค้าส่วนที่ตนต้องการ
ไปเป็นของร้านค้าตนทั้งหมด
 
เท่ากับว่ามุสิกเศรษฐี
ได้ทรัพย์จากการขายสินค้าครั้งนี้ 
200,000 กหาปณะ
จากแหวนเพียงหนึ่งวง
ที่ใช้มัดจำค่าสินค้า 
 
เหลือเชื่อไหมคะ.....
....................................
 
มุสิกเศรษฐีได้ทรัพย์ครั้งนี้มาด้วยปัญญาโดยแท้
 
เขาได้ข่าวสารก่อนผู้อื่น..........  
แล้วข่าวสารนี้เขาได้มาอย่างไร…….
 
ได้มาจากความมีน้ำใจ 
เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้คนทั่วไป 
 
ผู้ที่ให้ข่าวสารก็ไม่ได้ตั้งใจ
อยู่ที่ปัญญาของผู้รับฟัง
ที่จะถอดรหัสข่าวสาร
ออกมาเป็นวิธีการที่จะสร้างกำไร
...........................
 
อาจมีผู้สงสัยว่า 
 
เหตุใดมุสิกเศรษฐีไม่เป็นผู้ขายสินค้านั้นเองบ้าง
แทนที่จะขายให้พ่อค้าอื่นไปจนหมด  
ก็จะได้กำไรเพิ่มขึ้นอีก
 
สิ่งที่มุสิกเศรษฐีคิดก็คือ   
เขาต้องรู้จักประมาณตนเอง  
 
และรู้ว่าเมื่อใดควรจะจบเรื่อง  
เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ ในชีวิต  
 
เขารู้ว่าต้องมีเงินบ้างจึงจะเจรจา
จนกระทั่งทำให้นายเรือเชื่อถือ
และรับมัดจำไว้ 
 
แต่เขาก็ไม่ได้มีเงินมากมาย
พอที่จะซื้อสินค้ามาไว้ในมือจำนวนมากได้  
 
เขาเพียงแต่กะเก็งความต้องการของพ่อค้าอื่นๆ 
และฉวยโอกาสเท่าที่โอกาสเปิดให้เท่านั้น  
 
อีกประการหนึ่ง 
เขาไม่ต้องการแข่งขันกับพ่อค้าอื่นๆ
ที่เขาขายสินค้านั้นๆ อยู่แล้ว  
จะเป็นการสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น
 
ตราบเท่าที่เขายังมีปัญญา 
เขาต้องหาทางก่อร่างสร้างตัวด้วยกิจการอื่น
ที่ได้ประโยชน์ต่อผู้อื่น 
และไม่เบียดเบียนผู้ที่ทำกิจการอยู่แล้ว
.....................
 
นี่เป็นวิธีใช้เงินของมุสิกเศรษฐี
 
เมื่อเขาได้เงินมานั้น 
ก็มาคิดได้ว่าที่เขามีทรัพย์ได้ถึงเพียงนี้
ก็เพราะท่านจุลลกะ 
เป็นผู้ชี้เรื่องหนูตาย  
ทำให้เขาได้ความคิด
 
เขาควรมีกตัญญู  
เขาจึงไปขอพบท่านจุลลกเศรษฐี 
แล้วแบ่งทรัพย์ให้ท่ากึ่งหนึ่ง
 
ในชั้นต้น 
ท่านเศรษฐีสงสัยว่า 
เขาแบ่งทรัพย์ให้ท่านทำไม
เขาจึงเล่าเรื่องนับแต่ได้หนูตายให้ฟัง  
 
ท่านเศรษฐีได้รับฟังแล้วจึงพอใจ
ในความมีกตัญญูและรู้จักหาทรัพย์ของเขา 
จึงได้ยกธิดาให้เป็นภริยาของเขา
 
ทั้งสองสามีภรรยาก็ได้ทำงาน
มีกิจการของตนเอง 
 
เมื่อจุลลกเศรษฐีถึงแก่กรรม
พระราชาจึงแต่งตั้งให้มุสิกเศรษฐี
เป็นเศรษฐีแห่งพาราณสีสืบมา
 
 
 
The End
 
 
 
Source : Forwarded mail from "Bombjung"
Credit to : "ออยใส" for Animated frame from "the Lord of the Ring"
1月31日

เศรษฐีแห่งพาราณสี (ตอนที่ 2)

 
นิทานสำหรับคนอยากรวย ...ภาค 2...
 

.
 
เศรษฐีแห่งพาราณสี (ตอนที่ 2) 
 
วันหนึ่งโชคก็มาถึงโดยไม่ได้คาดคิด  
วันนั้นเป็นวันหนึ่งตอนต้นฤดูฝน  
เกิดมีพายุ ฝนตกหนักและลมแรง
กิ่งไม้แห้ง กิ่งไม้อ่อน
และใบไม้ในพระราชอุทยาน
ถูกลมพัดตกลงมาเกลื่อนกลาด  
และมีกิ่งไม้ใหญ่หักลงมาด้วย
 
คนเฝ้าสวนไม่รู้จะทำอย่างไร
ที่จะนำกิ่งไม้เหล่านั้นไปทิ้งให้ได้ในเวลารวดเร็ว  
 
เขาเป็นกังวลมากว่าจะจัดการอย่างไร 
 
พระราชอุทยานจึงจะเรียบร้อยเพื่อรอรับเสด็จ  
มุสิกเศรษฐีผ่านไปพบพอดี 
จึงถามคนเฝ้าสวนว่า
 
เหตุใดท่านจึงมายืนอยู่ริมถนน มีท่าทางเป็นกังวลเช่นนี้ 
เราสิน่าจะกังวล
เพราะฝนตกแต่เช้าตรู่ 
คนเก็บดอกไม้ไม่
ได้ออกไปทำงาน เราจะไม่มีรายได้  
 
คนเฝ้าสวนจึงเล่าให้ฟังว่า
มีกิ่งไม้ตกลงมาในอุทยานเป็นจำนวนมาก
และเขาคิดไม่ตกว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรดี
..................................
 
ธรรมดาแล้ว 
สิ่งใดที่มีคนต้องการ สิ่งนั้นจะมีค่า 
 
ถ้าเราต้องการฟืน 
เราก็ต้องซื้อหามาด้วยเงินทอง 
แต่ถ้าเราไม่ต้องการเศษไม้  เศษไม้ก็ไม่มีค่า 
อาจจะต้องจ่ายค่าจ้างให้คนกำจัดไป 
ดังเช่นที่คนเฝ้าสวนกำลังประสบอยู่
 
ดังนั้นในเวลานั้น แรงงานมีค่า 
แต่ฟืนไม่มีราคาสำหรับเขา 
เพราะเป็นสิ่งที่เขาต้องการกำจัดไป 
 
ถ้ามุสิกเศรษฐีไปถามซื้อฟืนจากคนเฝ้าสวน 
แน่นอนว่าเขาจะเริ่มเล่นตัวและโก่งราคา 
หรืออาจจะขายไม่ได้ 
เพราะไม้อยู่ในเขตอุทยาน  
แต่ถ้ารอให้เขาจ้าง  มุสิกเศรษฐีก็คงไม่ได้ค่าแรง 
เพราะรู้อยู่ว่าคนเฝ้าสวนไม่มีเงินจะจ่ายเป็นค่าจ้าง
.....................................
 
หลังจากไตร่ตรองดูแล้ว 
มุสิกเศรษฐีคิดว่ามีทางได้เงิน
และได้บุญคุณไปด้วยพร้อมกัน 
จึงรับอาสาคนเฝ้าสวนว่า
 
จะนำกิ่งไม้เหล่านี้ออกไปให้โดยไม่คิดค่าจ้าง 
แต่ขอว่าของที่เก็บเหล่านี้ต้องเป็นของเขา  
คนเฝ้าสวนก็รับคำว่าเอาไปเถอะ 
พร้อมกับท่าทางโล่งใจมากที่มีผู้มาช่วย
 
มุสิกเศรษฐีจึงเดินไปหากลุ่มเด็กรุ่นๆ 
ที่มักเล่นกันอยู่ประจำที่สนามเด็กเล่นท้ายพระราชวัง 
พร้อมกับชักชวนว่า
 
ไปช่วยเราตัดกิ่งไม้กันเถอะ 
เรามีน้ำและอ้อยเป็นรางวัล 
แล้วยังได้ไปเที่ยวเล่นในอุทยาน 
อันเป็นสถานที่ต้องห้ามด้วยนะ
 
เด็กเหล่านั้นนึกสนุก
ต่างก็แย่งกันขันอาสาที่จะไปช่วยกันเก็บกิ่งไม้  
 
เห็นมั้ยคะ
นี่เกิดจากปัญญาของมุสิกเศรษฐีโดยแท้ 
 
ที่ทำให้งานอันต้องใช้เงินจ้าง 
กลายเป็นของสนุกที่มีเด็กขันอาสามาช่วยกันทำ
ด้วยกุศโลบายของมุสิกเศรษฐี  
ไม่นานนักกิ่งไม้ทั้งน้อยและใหญ่
ก็ถูกขนมากองไว้ที่หน้าประตูพระราชอุทยาน
................................
 
ขณะที่กำลังคิดว่าจะไปหาพาหนะใดมาช่วยขนไม้ฟืนไปขาย 
หรือว่าควรจะไปบอกขายของแล้วนำผู้ซื้อ
มารับไปเองดีกว่ากัน  ก็พอดีมีช่างหม้อหลวงเดินมา  
เขากำลังเที่ยวหาฟืนอยู่เพื่อเผาภาชนะดินของหลวง
 
เมื่อเห็นมุสิกเศรษฐียืนอยู่กับฟืนกองโตเช่นนั้น 
จึงถามขอซื้อทันที  
วันนั้นมุสิกเศรษฐีได้ทรัพย์ 16 กหาปณะ
และภาชนะฝีมือประณีต 5 อย่าง
ที่ช่างหลวงสัญญาว่าจะจ่ายเป็นค่าที่เขาไม่ต้องเสียเวลาไปหาฟืน
...................................
 
เป็นอันว่ามุสิกเศรษฐีได้เงินจากพระราชา
ด้วยไม้ของพระราชานั่นเอง
 
7.
มุสิกเศรษฐีนั้นคิดว่าเมื่อมีเงินแล้วก็ต้องรู้จักใช้เงิน  
และการใช้เงินทางหนึ่งก็คือแบ่งปันให้กับผู้อื่นบ้าง
 
แม้เมื่อยังมีเงินน้อยอยู่ ก็สามารถทำได้  
มุสิกเศรษฐีคิดว่าตนเองเคยกระหายน้ำมาก่อน 
และหาน้ำดื่มไม่ได้
เวลาที่กระหาย  
จึงเริ่มตั้งตุ่มน้ำไว้บริการคนหาบหญ้า 500 คนด้วยน้ำดื่ม 
 
แม้เงินที่ได้จากช่างหม้อจะไม่มากมายนัก 
 แต่การให้น้ำก็ไม่ได้ต้องการเงินมากมายอะไร 
เพียงแต่คอยดูแลให้มีน้ำอยู่เสมอทุกวัน
...................................
 
คนหาบหญ้าก็รู้สึกขอบใจมุสิกเศรษฐี 
และหวังตอบแทนน้ำใจเขา 
แต่เขาไม่ได้หวังอะไรตอบแทน
 
เขาเพียงแต่บอกคนหาบหญ้าว่า 
เมื่อใดต้องการความช่วยเหลือแล้วจะบอก  
เขาก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดจึงจะต้องการความช่วยเหลือ  
 
แต่ก็เป็นความรู้สึกที่ดีสำหรับคนไร้ญาติมิตรอย่างเขา 
ที่จะมีมิตรอยู่ทั่วไป โดยอาศัยความเอื้อเฟื้อเป็นผู้นำทาง
...........................
 
ต่อมาเมื่อมุสิกเศรษฐีมีเวลาและมีเงินมากขึ้น 
และเห็นว่าสิ่งที่ตนให้นั้นเป็นประโยชน์ 
 
เขาก็ได้ตั้งตุ่มน้ำไว้ให้คนเรือด้วย 
คือตั้งไว้ในทางที่คนเรือต้องสัญจรผ่าน 
เขาจึงสามารปลูกไมตรีไปทั่ว
ด้วยประการดังนี้
.......................................
 
แล้ววันหนึ่ง
ก็เป็นวันที่ไมตรีผลิผลโดยที่มุสิกเศรษฐีไม่ได้เรียกร้อง  
 
วันนั้นคนทำหญ้าคุยกันว่า
 
วันรุ่งขึ้นจักมีพ่อค้าพาม้ามา 500 ตัว 
และคนทำหญ้าก็เล่าให้มุสิกเศรษฐีฟังด้วย 
เป็นไมตรีที่ผู้หยิบยื่นก็ไม่รู้ว่า 
กำลังยื่นทองคำมาให้เขา  
เพราะพวกเขาคุยกันเฉยๆ 
และก็คุยให้มุสิกเศรษฐีฟัง
 
มุสิกเศรษฐีจึงว่า 
แน่ะท่านท่านเคยถามว่า
ข้าพเจ้าต้องการอะไรตอบแทน
ที่ข้าพเจ้านำน้ำมาเลี้ยงพวกท่านทุกวัน 
ข้าพเจ้าจะขอท่านล่ะ 
พรุ่งนี้ข้าพเจ้าขอหญ้าจากท่านคนละกำ 
และถ้าข้าพเจ้ายังไม่ได้ขายหญ้า 
ขอท่านอย่าขายจะได้หรือไม่
 
คนทำหญ้าต่างก็รับปากกันอย่างแข็งขัน  
พากันกล่าวว่า 
ขอเพียงแค่นี้ทำไมจะไม่ได้
...................................
 
วันรุ่งขึ้น 
คนหาบหญ้าก็ให้หญ้าแก่มุสิกเศรษฐี
คนละกำ 500 คนก็ 500 กำ 
นำมาไว้ให้ถึงประตูบ้านเลยทีเดียว  
 
ตกบ่ายวันนั้น 
พ่อค้าก็เดินทางมาถึงพาราณสี  
แต่ก็ต้องประหลาดใจมาก
ที่หาซื้อหญ้าไม่ได้  
แม้จะตระเวนไปทั่วพระนครแล้วก็ตาม  
 
คนทำหญ้าไม่รู้หายไปไหนหมด
เขาเห็นหญ้ากองอยู่หน้าบ้านมุสิกเศรษฐี  
จึงมาอ้อนวอนขอซื้อ 
จะราคาเท่าใดก็ได้ 
เพราะม้าต้องกินหญ้า 
จะปล่อยให้ม้าอดอยากผอมโซก็คงขายไม่ได้ราคา 
และเขายังต้องอยู่ในเมืองอีกหลายวัน
มุสิกเศรษฐีจึงขายหญ้าให้พ่อค้าแต่เพียงผู้เดียวในวันนั้น  
 
วันต่อๆ มา 
คนทำหญ้าก็เป็นผู้ขายหญ้าตามปกติ  
มุสิกเศรษฐีขอให้พวกเขาขายทีหลัง  
พวกเขาก็ไม่ได้เดือดร้อน
เพราะการที่ม้าเข้ามาในเมืองเป็นจำนวนมาก  
เป็นเรื่องของความต้องการที่เกินกว่าปกติ
 
และเกินต่อมาอีกหลายวัน 
ต่างคนต่างก็ได้เงินจากการขายหญ้า
จำนวนมากด้วยกันทั้งหมด
...........................................
แต่มุสิกเศรษฐีได้ทรัพย์มาจากการขายหญ้า
เพียงวันเดียวนั้นถึง 1,000 กหาปณะ
 
จากหญ้าจากปกติที่ไม่เคยมีราคาค่างวดเท่าใด 
กลับขายได้ถึงกำละ 2 กหาปณะ
เพราะ ของที่หายาก ย่อมมีราคาเสมอ
........................................
8.
หลังจากที่หาเงินได้ถึง 1,000 กหาปณะแล้ว  
มุสิกเศรษฐีจึงหาลู่ทางทำมาหากิน
อย่างเป็นเรื่องเป็นราว 
เขาตั้งร้านค้าเล็กๆ 
และเก็บเงินส่วนหนึ่งเป็นทรัพย์สิน
เงินทองของมีค่า  
แต่จุดหักเหในชีวิตของเขายังมีอีก
...............................
 
 
 
 ติดตามตอนต่อไปได้ใน "เศรษฐีแห่งพาราณสี ตอนที่ 3 (ตอนจบ)"
 

 

 

Soure : Forwarded mail from "Bombjung"

Credit to "ออยใส" for a lovely frame

1月23日

เศรษฐีแห่งพาราณสี... ตอนที่ 1

 

นิทานสำหรับคนอยากรวย ..ภาคแรก..
 

.
 
เศรษฐีแห่งพาราณสี (ตอนที่ 1)
 
 เมื่อเกือบสองพันปีมาแล้ว 
เมืองพาราณสีเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจ 
คับคั่งไปด้วยผู้คนทุกระดับชั้น 
ตั้งแต่ยาจกคนเข็ญใจ  ผู้ใช้แรงงาน นักคิด 
และพ่อค้าผู้มั่งคั่ง  ในบรรดาพ่อค้าเหล่านั้น 
มีเรื่องของพ่อค้าผู้หนึ่งที่น่าสนใจมาก
 
เพราะเขาได้ใช้ความเฉลียวฉลาด
พาตนเองให้พ้นจากความยากจน  
กระทั่งในที่สุด ได้รับตำแหน่ง เศรษฐีแห่งพระนคร
 
การจะได้ตำแหน่งเศรษฐีประจำพระนครนี้
ไม่ใช่เรื่องธรรมดา  
ใครๆ ก็อาจจะเป็นพ่อค้าที่ร่ำรวยได้ 
แต่การที่จะมั่งคั่งขนาดที่ได้รับแต่งตั้ง
จากพระราชาให้เป็นเศรษฐี 
จำเป็นต้องรวยอย่างแท้จริง 
รวยจนพระราชาต้องยอมรับ
 
คฤหาสน์ของเศรษฐีผู้นี้กว้างขวางใหญ่โต 
มีสวนผลไม้ขนาดใหญ่ 
มีบริวารนับร้อย 
มีโรงทานที่ให้ทานทุกวันสำหรับผู้ยากไร้ ฯลฯ
 
.................................................................................................................
 
อยากรู้จักเศรษฐีผู้นี้กันหรือยังคะ......
 
2.
 
คราวนี้เรามาดูกันว่า
เศรษฐีผู้นี้สร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองอย่างไร 
ทั้งๆ ที่ไม่มีทุนแม้แต่น้อย
 
เศรษฐีผู้นี้เดิมชื่อว่าอะไรนั้น ดูเหมือนผู้คนจะลืมไปเสียแล้ว 
คนทั่วไปเรียกเขาด้วยฉายาว่า มุสิกเศรษฐี
 
มุสิกเศรษฐีนี้เป็นกำพร้า 
พ่อแม่ตายตั้งแต่เด็ก เหลือเพียงตัวคนเดียว 
สมัยยังหนุ่มเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้าง
 
ทำงานเล็กๆ น้อยๆ ตามแต่จะมีคนจ้าง 
ยากจนมาก 
และไม่รู้ว่าจะประกอบการงานใดให้รุ่งเรืองขึ้นมาได้
 
จนกระทั่งวันหนึ่ง
ขณะที่กำลังเก็บกวาดใบไม้อยู่บริเวณถนนหลวง
หน้าบ้านท่านจุลลกเศรษฐี 
ท่านเศรษฐีกำลังจะไปธุระนอกบ้าน  
แลเห็นหนูตายตัวหนึ่งอยู่กลางถนน 
ซึ่งยังไม่มีใครเก็บกวาดไปทิ้ง 
ท่านเศรษฐีได้กล่าวลอยๆขึ้นมาว่า….
 
คนมีปัญญาย่อมใช้หนูตัวนี้ให้เป็นประโยชน์ 
เลี้ยงลูกเมียและประกอบการงานได้
 
มุสิกเศรษฐีซึ่งขณะนั้น
เป็นเพียงคนกวาดถนนยืนอยู่ตรงนั้น 
ย่อมได้ยินคำพูดของเศรษฐี ก็เข้าใจว่า
ท่านเศรษฐีคงตั้งใจพูดให้ตนเองได้ยิน  
และคงมองเห็นว่าหนูจะกลายเป็นเงินเป็นทองได้  
 
มุสิกเศรษฐีจึงคิดขึ้นมาว่า
ตนเองเห็นหนูตายมาหลายครั้งแล้ว 
ก็รอแต่ว่าให้เจ้าพนักงานหรือผู้มีหน้าที่มาเก็บไปทิ้ง  
เมื่อท่านเศรษฐีพูดเช่นนั้น
ท่านคงมองเห็นวิธีทำเงินให้งอกเงยขึ้นมาจากหนูตัวนั้น  
 
แม้จะยังไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป
เราซึ่งเป็นคนยากจนก็ควรจะเชื่อท่านไว้ก่อน
 
คิดได้ดังนั้น จึงหาใบไม้สะอาดๆ มาใบหนึ่ง 
เก็บหนูตัวนั้นวางบนใบไม้แล้วนำไปที่ตลาด 
ตั้งใจว่าจะลองไปนั่งขายที่ตลาดดู 
 เพราะคิดว่าไม่เสียหายอะไรที่จะเสียเวลาไปตลาด  
เนื่องจากตนเองก็มีเวลามากมายที่
ไม่รู้จะทำอะไรอยู่แล้ว
..............................................................................................................................
 ทางเดินไปตลาดต้องผ่านบ้านของพราหมณ์ครอบครัวหนึ่ง  
พอคนใช้ในบ้านพราหมณ์เห็นคนถือหนูตาย
เดินผ่านมาก็ร้องบอกให้หยุดก่อน  
แล้วเข้าไปแจ้งนายของตนเอง  
พราหมณ์ผู้เป็นนายกำลังต้องการหาอาหาร
ให้แมวที่เลี้ยงเอาไว้  
แมวชอบหนูอยู่แล้ว 
อีกทั้งซื้อหนูตายก็ถูกกว่า
จะไปหาซื้อเนื้ออย่างอื่นมาเป็นอาหารแมว
 
หนูตายตัวนั้นจึงขายได้ตั้แต่ยังไปไม่ถึงตลาด  
มุสิกเศรษฐีได้เงินมากากณึกหนึ่ง (น้อยมากๆ จนไม่น่าสนใจ)
.................................................................................................................
คงจะเริ่มสงสัยกันแล้วนะคะ
ว่าเงินเพียงหนึ่งกากณึก
จะทำให้มุสิกเศรษฐีรวยขึ้นมาได้อย่างไร
........................................................................................................
เห็นไหมคะว่าหนูตายตัวหนึ่ง
ที่เคยแต่ต้องเสียเงินจ้างคนมาเก็บไปทิ้ง 
ยังสามารถสร้างเงินขึ้นมาได้  
 
แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าจากนั้นมุสิกเศรษฐีจะทำอะไรต่อไป  
เพราะคงไม่สามารถหาหนูตายไปขายได้ทุกวัน  
หรือถึงจะหาได้ 
คนซื้อหนูตายก็อาจจะไม่มีทุกวัน  
 
มุสิกเศรษฐีได้แต่นึกถึงคำของท่านเศรษฐีจุลลกะที่ว่า
คนมีปัญญาย่อมใช้หนูตัวนี้ให้เป็นประโยชน์ 
เลี้ยงลูกเมียและประกอบการงานได้
 
แต่ขณะนั้นมุสิกเศรษฐียังไม่มีลูกเมีย  
จึงได้แต่มุ่งว่าจะทำอย่างไร
ที่จะทำให้เงินที่ได้มาจากหนูตายทำให้ตนเอง
ประกอบการงานได้  
 
หัวใจอยู่ที่ว่า
ต้องใช้ปัญญา
 
แล้วมุสิกเศรษฐีใช้ปัญญาอย่างไร
.......................................................
หลังจากที่มุสิกเศรษฐีเที่ยวเก็บหนูตาย 
และเศษสิ่งของต่างๆ เพื่อนำไปขายใน
 
ตลาดหาเงินมาเพิ่มเติมนั้น 
ก็พบว่ากิจการเช่นนี้ไม่ยั่งยืน 
เพราะของมีวันหมด
และยากที่จะเลี้ยงชีพหรือประกอบการงาน
ด้วยการเก็บเศษขยะได้ตลอดไป
 
และแล้ววันหนึ่ง   
หลังจากเที่ยวเสาะหาเศษสิ่งของ
ที่จะมาเป็นรายได้จนเหนื่อยอ่อน  
มุสิกเศรษฐีก็นั่งพักเหนื่อยอยู่ที่ใกล้ประตูเมือง  
พร้อมกับตั้งคำถามกับตัวเองว่า  
 
ควรจะทำอย่างไรต่อไป  
ปัญญาจะมาจากไหนที่จะสร้างเงินให้ตัวเองได้
.................................................................
 วันนั้นเอง 
มุสิกเศรษฐีก็สังเกตเห็นสิ่งที่ผ่านตาตัวเองไปจนชิน  
โดยที่ไม่เคยได้สังเกตมาก่อน
 
มุสิกเศรษฐีเริ่มจะ 
“See the wood from the trees” 
แบบใน Wink and Grow Rich 
แล้วล่ะค่ะ
.....................................................................
เนื่องจากเมืองพาราณสีนี้มีการบูชาเทพต่างๆ 
เป็นเรื่องประจำ 
และราชสำนักก็ใช้ดอกไม้จำนวนมากทุกวัน
 
ทุกๆ วัน
จะมีคนเก็บดอกไม้ทูนดอกไม้ที่ไปเก็บมาจากนอกเมือง  
เดินกลับเข้าเมืองมาอย่างเร่งรีบเพื่อจะนำไปขาย
 
คนเก็บดอกไม้จำนวนมากเหล่านี้
จะต้องออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนตะวันขึ้น  
และกลับมาพร้อมดอกไม้
ด้วยอาการอิดโรยและเหนื่อยล้า 
 เพราะอากาศเริ่มร้อน  
 
ความคิดหนึ่งวาบเข้ามาในหัวมุสิกเศรษฐี  
ทำให้เห็นลู่ทางที่จะทำเงินหนึ่งกากณึก
ให้เป็นเงินกหาปณะได้ 
( 1 กหาปณะ = 20 มาสก = 4 บาท)
 
แม้จะไม่มั่นใจนักแต่ก็จะลองดู
...........................................
4.
มุสิกเศรษฐีนำเงินที่มีเพียงเล็กน้อยนั้นไปซื้ออ้อยมา  
แล้วหาหม้อใบหนึ่งตักน้ำไปตั้งที่ทางเข้าประตูเมือง
 
ในเวลาสายตอนที่คนเก็บดอกไม้จะกลับมาจากป่า 
เมื่อคนเก็บดอกไม้เดินผ่านมา 
ก็เสนอให้ชิ้นอ้อยคนละหน่อย
แล้วให้ดื่มน้ำหนึ่งซองมือ  
คนเก็บดอกไม้แต่ละคน
ไม่ใช่คนมั่งคั่งที่จะมีเงินซื้อน้ำดื่ม  
แต่พวกเขาก็พอใจที่ได้บริการจากมุสิกเศรษฐี  
เพราะพวกเขาก็หิวน้ำ  
แต่ละคนก็แบ่งดอกไม้ให้คนละกำมือ  
 
เมื่อได้ดอกไม้มาแล้ว 
มุสิกเศรษฐีก็นำดอกไม้นั้น
ไปนั่งขายอยู่ที่หน้าเทวาลัย
เช่นเดียวกับพ่อค้าดอกไม้คนอื่น
...............................................................................................
แต่แล้วมุสิกเศรษฐีก็คิดได้ว่า 
ตนเองคงไม่สามารถ
ยึดเอาการบริการน้ำเพียงแค่นี้เป็นการอาชีพได้
เพราะเมื่อผู้อื่นเห็นตนเองทำแล้ว 
ใครๆ ก็คงจะทำเป็น
...........................................................................................
 
เอ.........เมื่อไหร่จะเป็นเศรษฐีเสียทีน้อ..............
 
"คนมีปัญญาเฉลียวฉลาด
ย่อมตั้งตนได้
ด้วยต้นทุนแม้น้อย 
ดุจคนก่อกองไฟน้อยๆ 
ให้เป็นกองใหญ่ฉะนั้น"
 
.............................................
5. 
คิดได้ดังนั้น 
มุสิกเศรษฐีจึงเปลี่ยนวิธีการ  
เลิกเป็นพ่อค้าขายดอกไม้
ที่ได้รับมาเป็นค่าตอบแทนจากน้ำอ้อย
 
แต่กลายเป็นพ่อค้าส่งดอกไม้แทน  
เพื่อไม่ต้องเสียเวลานั่งขายดอกไม้   
มุสิกเศรษฐีเริ่มตื่นแต่เช้าตรู่
ไม่แพ้คนเก็บดอกไม้  
ขณะที่คนเก็บดอกไม้ไปเก็บดอกไม้  
มุสิกเศรษฐีก็ไปซื้ออ้อย  
และแบกน้ำตามไป   
นำไปบริการจนถึงสวนดอกไม้   
ไม่ต้องรอให้ลูกค้ามาหาเหมือนเดิม   
คนเก็บดอกไม้ไปหาดอกไม้เหมือนเคย  
แต่พวกเขาเก็บดอกไม้ได้นานขึ้น 
เพราะมีคนยอมหนักแบกน้ำออกไปบริการ  
เช่นนี้มุสิกเศรษฐีจึงได้ค่าอ้อยและน้ำเป็นดอกไม้
มากกว่าที่จะได้เมื่อบริการที่ประตูเมือง  
 
ขาไปเขาแบกของหนักไปคือน้ำ  
ขากลับเขาแบกของเบากลับมาคือดอกไม้   
 
แต่ว่าของเบานั้นทำเงินให้เขามากกว่า
ของหนักที่ไม่มีราคาในตัวของมันเอง  
 
แต่ว่าเป็นช่องทางให้
ได้ของเบาคือดอกไม้กลับมา
.....................................................................
เป็นอันว่ามุสิกเศรษฐีไม่ได้เป็นคนเก็บดอกไม้ 
แต่กลับมีดอกไม้มากกว่าคนเก็บดอกไม้เสียอีก  
 
เขาได้สินค้ามาด้วยการแลกเปลี่ยนกับบริการของเขา  
 
ถ้าเราเลือกบริการที่ถูกต้อง 
คือถูกสถานที่และเวลา 
ถูกความต้องการของผู้ซื้อ
เราย่อมค้าขายได้กำไร   
 
แต่บางคนอาจจะแย้งว่า 
ถ้าขายของไม่เป็นจะทำอย่างไร
............................................................................
 
ไม่มีใครทำอะไรเป็นตั้งแต่เกิด 
 มุสิกเศรษฐีก็เช่นกัน  ไม่เคยขายของ 
และขายของไม่เป็น
จนกระทั่งวันที่เขานำหนูตายไปขาย  
เขารู้แต่ว่าเขาไม่ได้ต้องการดอกไม้ไปบูชา 
หรือเอาไปร้อยเล่นเป็นเครื่องประดับ 
แต่เขาก็ไม่ปฎิเสธที่จะรับดอกไม้มาแทนเงิน  
 
เขาต้องใช้ความพยายามอีกส่วนหนึ่ง
ที่จะหาวิธีแปลงสิ่งที่ได้มาให้เป็นสินค้าให้ได้
 
ถ้ามันยังเป็นสิ่งของอยู่ในใจเขามันก็ไม่เป็นเงิน  
เหมือนหนูตาย  
ถ้ามันยังเป็นสิ่งปฎิกูล 
มันก็ไม่เป็นเงิน 
 
เมื่อเริ่มตั้งในใจว่านั่นเป็นสินค้าเมื่อใด 
เมื่อนั้นสิ่งนั้นจะนำเงินมาให้  
 
มุสิกเศรษฐีทำการบริการช่างดอกไม้อยู่หลายเดือน
รวบรวมเงินได้ 8 กหาปณะ
........................................................
 
เดากันได้ไหมคะว่าเหตุการณ์เป็นเช่นไรต่อไป
 
ที่ไหนๆ  ก็เช่นเดียวกัน  
พอเห็นคนมีรายได้  ก็ต้องมีคนทำตาม 
และก็คงมีคนเก็บดอกไม้บางคนเริ่มได้คิด
แล้วนำน้ำติดตัวออกไปเอง  
ก็จะมีดอกไม้เหลือมากขึ้น 
เพราะไม่ต้องแบ่งให้คนขายน้ำ  
 
การคิดริเริ่มบางอย่าง
ก็ไปกระตุ้นความคิดให้ผู้อื่น
หาทางแก้ปัญหาในทางอื่นๆ ได้ด้วย
......................................................................................
 
แล้วมุสิกเศรษฐีทำอย่างไรต่อไป.............
 
โปรดติดตามต่อใน "เศรษฐีแห่งพาราณสี... ตอนที่ 2"

 

 

Soure : Forwarded mail from "BombJunG"

Credit to : "ออยใส" for a sweet frame

 

 

1月11日

(✿◕‿◕) My "NeW YeAr 2006" (◕‿◕✿) เมื่อปีน้องหมามาเยือน.. ขอให้เรื่องดีๆผ่านเข้ามา เรื่องขัดใจจงหายไปไกลๆ... ชิ้ว แนนจ๋าจงอดทน (>o<) เก็บด้านยัยตัวแสบขาวีนไว้เบื้องหลัง ต่อแต่นี้จงสวมบทนางฟ้า(แต่มีเขี้ยวเล็บคมกริบไว้ป้องกันตัว) หึๆ

 

สวัสดีปีใหม่ค่ะเพื่อนๆ   

 

ปีใหม่นี้ขอให้เป็นปีน้องหมาเริงร่าสำหรับทุกคนนะคะ

 

Special thanks to ..゚+。゚*Д ✿ Ħ *゚。+゚ .. จากแก๊งส์นางมาร.. สำหรับการ์ดปีใหม่น้องหมาน่ารัก

 

 

 

ช่วงนี้แนนงานยุ่งอย่างแรง  เลยลาจากการ updateไปนาน.... 

มาแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันว่ายังมีชีวิตอยู่เจ้าค่ะ  แต่มีเรื่องยุ่งๆ มากมาย   

แนนไม่ได้ไปฉลองปีใหม่ที่ไหนกับครอบครัวเลย  แค่ออกไปกินอาหารด้วยกันเท่านั้น 

แต่กิจกรรมเล็กน้อยนี้  ทำให้แนนมีความสุขมากๆ 

เพราะได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวอย่างเต็มที่จริงๆ ติดกันตั้ง 4 วันแน่ะ.... ไม่อยากกลับไปทำงานเลย.... 

บ้านคือวิมานของเรา  มีแต่คนที่รักเราที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของเรา 

 

แนนได้ไปร่วมงานปีใหม่ทั้งของคณะ และ วิทยาเขต มาค่ะ... มาเล่าสู่กันฟังนะ 

ส่วนรูปก้อคลิกดูกันที่ PhoTo AlbuM จ้า

 

.

 

งานปีใหม่คณะ

29 มกราคม 2549

งานเลี้ยงปีใหม่ของคณะ  โดยมีนโยบายว่า กินไปทำไป 

นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมพวกเราถึงไม่นั่งที่โต๊ะกินกันดีๆ 

แต่จะนั่งกินอยู่บนลานบ้านใกล้เตา Barbique กะทะเตาถ่าน

และหม้อหุงข้าว...  อาหารจานแรกที่ทำเสร็จคือ French Fries

ทอดเสร็จร้อนๆ ก้อเหยาะเกลือนิดหน่อย 

ยืนกินกันตรงนั้นเลย   ตามด้วยลูกชิ้นทอด 

และน่องไก่ทอด..

น้ำจิ้มไม่ต้องเพราะพวกเราหมักแบบไม่ล้างมือ 

รสชาติเลยออกมากลมกล่อมกำลังดี หุๆ  

ซักพักหอยปิ้ง กุ้งปิ้ง หมึกปิ้ง ก้อได้ที่  ตามด้วย บาร์บีคิวหมู 

ข้าวสวยร้อนๆ   

ส่วนเครื่องดื่มก้อมีน้ำ Punch (ใส่ Gordon ไปด้วย อร่อยเหาะ... ต้องขอบคุณอาจารย์พ่อไว้ ณ ที่นี้) 

หม่ำเสร็จก้อเล่นเกมเหยียบลูกโป่ง 

แล้วก้อจับฉลากแลกของขวัญกัน  ร้องเพลงพอเป็นพิธี 

แล้วก้ออวยพรปีใหม่  

งานเลิกประมาณ 5 ทุ่มกว่าแน่ะ

... แต่ท่านคณบดีบอกว่าจะดึกยังไงก้อต้องไปตอกบัตร

ทำงานให้ทัน 8.30 น. เหอๆ .... เห็นใจกันดีจังเลย   

คงไม่ต้องบอกสินะว่า

รุ่งเช้าทุกคนทำงานด้วยสภาพตาโหล 

ส่วนเครื่องดื่มยามบ่ายของเจ้าหน้าที่ที่นี่

ก้อเลยกลายเป็นกระทิงแดงไปซะงั้น (สงสัยกาแฟจะเอาไม่อยู่)

 

 

 

5 มกราคม 2549

ตอนเช้าไปร่วมทำบุญกันที่บ้านพักคนชราที่บางละมุงค่ะ  

คุณตาคุณยายที่นี่น่ารักมาก  สดใสแข็งแรงกันทุกคน    แต่แนนทราบมาว่าเจ้าหน้าที่จะจัดให้เราเข้าชมเฉพาะบ้านที่น่าดูเท่านั้น  ส่วนบ้านที่เหล่าคนชราช่วยเหลือตัวเองไม่ได้  เค้าจะแยกไว้ต่างหาก... ฟังแล้วก้อเข้าใจเค้า 

เค้าคงไม่อยากให้คนที่เข้าไปคงหดหู่กลับมา  แต่ว่าก้อน่าสงสารคุณตาคุณยายกลุ่มนั้นจัง  

แนนว่าคนแก่ยิ่งต้องการการดูแลเอาใจใส่มากกว่าคนปกติ   แต่กลับโดนละเลยแบบนี้น่าสงสาร....

ตอนแก่แนนจะเป็นไงมั่งเน้อ (ไม่นึกดีกว่า...อนาคตไกลเกิน  เหอๆ)

 

 

 

 

งานปีใหม่วิทยาเขต

7 มกราคม 2549

ทุกปีวิทยาเขตจะมีการจัดงานปีใหม่น่ะ  

ทางวิทยาเขตจะจัดชุดให้ใส่เข้างาน 

 ปีที่แล้วเป็นผ้าลายดอก (เสร็จจากคลุมไหล่ในงาน  ก้อกลายเป็นผ้าปูโต๊ะไปแล้ว) 

ส่วนปีนี้เป็นเสื้อลายดอกๆอะ... สวยมากจนไม่กล้าใส่  

ดูในรูปกันเอาเองนะคะ

(เดินผ่านนิสิต  มีแต่คนทักว่าทำไมใส่เสื้อแบบนี้!)

 

นอกจากนี้ทุกปีทางวิทยาเขตกำหนดให้ทุกคณะมีการแสดงด้วย 

แล้วคณะแนนก้อเพิ่งได้จัดตั้งเป็นปีแรก  (น้องใหม่และคนสุดท้องของวิทยาเขต) พวกอาจารย์ใหม่และเจ้าหน้าที่กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ 

ที่ประชุมเลยจัดให้พวกที่ไอเดียเฉิดฉายไปคิดการแสดงมา.... 

นี่เป็นสาเหตุของความเครียดส่วนบุคคลของแนนจนแทบบ้า  

 

เนื่องจากคณะอื่นเค้าจะให้ทุกคนแสดงอย่างเท่าเทียมกัน

หรือไม่ก้อ

มีตัวเด่นและมีตัวรอง เป็นปกติของการแสดงใช่มะ....

 แต่นี่แปลกมาก 

คือมีตัวเด่นดำเนินเรื่องอยู่ 2 คน (คือคนคิด)

 

ส่วนที่เหลือเป็นฉาก!! 

อ่านกันไม่ผิดหรอกค่ะ

แนนได้เป็นก้อนเมฆ 

(เดี๋ยวทำฟ้าผ่าเลยดีมะ)   

มีพระอาทิตย์  ต้นมะพร้าว 3 ต้น  และนกอีก 2 ตัว 

พวกฉากก้อถือ Prop อุปกรณ์ประกอบฉากบังหน้าบังตาโบกไปมา

เหมือนการแสดงอนุบาลหมีน้อย  

ส่วนอีก 2 คนแต่งชุดชาวเกาะสวยงาม

 (ชิๆ....ที่ทำไปเพื่อ spirit นะเนี่ย 

ถ้ารู้ว่าให้เราแสดงได้คุ้มค่างี้นะขอบายดีกว่า... 

ขอไม่แสดงก้อไม่ได้  ขอเปลี่ยนบทก้อไม่ให้  ฉอดๆ)   

 

ที่บ่นเนี่ยเพราะเหมือนถูกบังคับให้แสดงในบทที่ไม่ชอบ

โดยที่ไม่มีการให้คนอื่นเสนอความคิดเห็น 

แนนเลยรู้สึกว่ามันไม่แฟร์ 

(เหมือนคิดเอง.. เล่นเอง ประมาณเนี้ย)  

แถมให้เด็กกิจกรรมอย่างเรา (ทั้งอยู่โรงเรียน มหาลัย ทำมาหมดแล้ว ตั้งแต่ รำไทย เต้นบัลเล่ย์ แสดงละคร ฯลฯ) ต้องมาเป็นแค่ฉาก    

เซ็งชีวิต!!...

 

ถ้าเป็นก้อนหินก้อเป็นให้มันหมดทุกคนดิ 

ถ้างั้นโอเค  เอาไงเอากัน... 

 

ในใจบอกตามตรงว่าไม่ชอบใจมาก

แต่ให้ความร่วมมือทุกอย่างเพื่อ spirit & unity เหอๆ

 

อันที่จริงแนนไม่ได้โกรธหรอกค่ะ 

แค่เคืองเล็กๆ

ทุกครั้งที่แนนคิดการแสดง

แนนจะถามความเห็นชอบจากนักแสดงทุกครั้ง 

ถ้าไม่ชอบเราปรับเปลี่ยนกันได้

ทุกคนต้อง Happy กับบทที่ได้รับจึงจะแสดงได้ดี

 

 

แต่ยังไงก้อขอขอบคุณคนที่คิดการแสดงที่สละเวลานะ

การแสดงออกมาได้น่ารักก้อเพราะทุกคนนั่นแหละ

 

 

..... อย่าน้อยใจไปเลยน้า .....

 

 

แต่ถ้าจะให้ดี

รับฟังกันบ้าง  จะได้ช่วยคิดไง

เล่นร่ายจนจบแบบนี้  จะให้ไปแก้ก้อเกรงใจ

เสียกำลังใจคนทำเปล่าๆ

คราวนี้ก้อขอทำไปบ่นไปละกัน

แต่คราวหน้า...  ไม่ปล่อยแน่

แนนร่วมแจมแน่นอน  หึๆ

 

 

บ่นมายืดยาวเลยแฮะ  เอาเป็นว่าดูรูปเอาเองนะคะ 

แต่โดยรวมๆแล้วก้อโอเค

ฉากสวยดี หุๆ   

 

 

 

แต่สิ่งดีๆที่ได้มา

คือ

ความสามัคคีร่วมมือกันของหมู่คณะ

ก้อ ok นะ  ...

 

 

 

เก็บฉากนังมารร้านขาวีนไว้เบื่องหลังดีกว่าเดี๋ยวจะไม่งาม   

นางเอกเค้าห้ามร้ายบ่อย.. จริงมะคะ โฮะๆ

 

 

สุดท้ายก้อจับฉลาก...

 

แนนไม่ค่อยมีดวงด้านนี้ตั้งแต่เกิด  เป็นทั้งตระกูลเลย (ของแบบนี้ไมมันกลายเป็นกรรมพันธุ์ไปได้ล่ะ) 

ที่ได้มาก้อมี 3 กล่อง 

 

กล่องแรก.... เป็นน้ำมันมะกอก (สำหรับทำอาหารนะคะ  ไม่ใช่หมักผม)  เส้นพาสต้า กะ คอนเฟลก 

ตอนแรกแนนเขย่าดูมีคนบอกว่าเป็นถั่วลิสงทอด 

แทบจะกรี๊ดแน่ะ  แต่ได้เจ้ากล่องนี่มาแนนก้อเลย.?...   

ตามแลกของขวัญกะชาวบ้านสิคะ

(ตามแบบฉบับของสาวสวยมากเรื่อง)  

สุดท้ายไปตบแฟ้ม Mickey Mouse จากอ.เต้มาได้  ฮิๆ  

พอใจแระ (ขอบใจนะเต้  ฮุๆ)

 

กล่องที่สอง.... เสื้อยืดครบรอบ 10 ปีวิทยาเขตศรีราชา 

อันนี้ได้รับมาเป็นรางวัลการแสดง  แนนได้ size ที่อยากได้พอดี  เลยเก็บไว้  ไม่แลกกะใคร และก้อไม่ให้ใครแลกด้วย  กิ๊วๆ

 

กล่องที่สาม....  รางวัลใหญ่จากผู้บริหาร  ซึ่งไม่ได้กันทุกคน ...

แนนน่าจะพอใจนะ  เพราะแนนจับได้แจกัน

(พระเจ้าช่วยกล้วยทอด....แนนเลี้ยงดอกไม้ไม่เคยรอดเลย 

ที่พอเลี้ยงแล้วไม่ตายก้อมีแต่กระบองเพชร....  ดันได้แจกัน) 

 

ส่วนคนอื่นเค้าคงอับโชคเพราะได้เครื่องเล่น DVD , เตาอบ , เตา Barbique ไฟฟ้า,  เงินสด  (พิมพ์ไป..อิจฉาไป  งุงิ   งุงิ)  

 

แนนก้อถูแจกันอยู่หลายรอบ

หวังว่ามันจะมียักษ์ Jinny โผล่มาแบบตะเกียงวิเศษ

เสกให้แจกันแนนกลายเป็นเครื่องเล่น DVD กะเค้าบ้างอะ... 

 

แต่เห็นอ.จิ๋วบอกว่าแจกันที่แนนได้มันเป็นผลิตภัณฑ์ของยี่ห้อ Iyara ซึ่งเป็น Brand ที่คลาสสิคของแพงนะ .... 

 

อ้าว....เหรอคะ  (สงสัยแนนจะโลโซเลยไม่รู้จัก)   

ต๊าย...  เดี๊ยนได้แจกันไฮโซนะเนี่ย  ขอบอกๆ      

 

...นิทานเรื่องนี้  สอนให้นู๋รู้ว่า 

จงพอใจในสิ่งที่มีอยู่  

อย่าโลภๆ.... 

 

จบละ

 

 

Credit to .. "ออยใส".. for cute animation frame jaa ^^

12月21日

จากในหลวงถึงพระเทพฯ

ปิดท้ายคำสอนของพ่อด้วย คำสอนจากพ่อของแผ่นดิน
 
..."จากในหลวงถึงพระเทพฯ"... 
 
 

 
 

- -จากในหลวงถึงพระเทพฯ- -


- - -

ลูกพ่อ
 
ในพื้นแผ่นดินนี้ 
ทุกสิ่งเป็นของคู่กันมาโดยตลอด
มีความมืดและความสว่าง
ความดีและความชั่ว 
ถ้าให้เลือกในสิ่งที่ตนชอบแล้ว 
ทุกคนปราถนาความสว่าง
ปรารถนาความดีด้วยกันทุกคน 
แต่ความปรารถนานั้นจักสำเร็จลงได้
จักต้องมีวิธีที่จักดำเนิน
ให้ไปถึงความสว่าง หรือความดี นั้น 
ทางที่จักต้องไปให้ถึงความดี 
ก็คือรักผู้อื่น
เพราะความรักผู้อื่น
สามารถแก้ปัญหาได้ทุกปัญหา
ทำให้โลกมีแต่ความสุขและเกิดสันติภาพ
 - - - 
ความรักผู้อื่นจักเกิดขึ้นได้ 
พ่อขอบอกลูกดังนี้...
 
1.ขอให้ลูกมองผู้อื่นว่า 
เป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ 
เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย
ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น 
ไม่ว่าอดีต...ปัจจุบัน...อนาคต
 
2. มองโลกในแง่ดี 
และจะให้ดียิ่งขึ้น 
ควรมองโลกจากความเป็นจริงอัน
จักเป็นทางแก้ปัญหา
อย่างถูกต้องและเหมาะสม
 
3.มีความสันโดษ 
คือ มีความพอใจ
เป็นพื้นฐานของจิตใจ
... พอใจตามมีตามได้ 
คือ ได้อย่างไร ก็เอาอย่างนั้น 
ไม่ยึดติด
ขอให้คิดว่ามีก็ดี ไม่มีก็ได้
... พอใจตามกำลัง 
คือ มีน้อยก็พอใจตามที่ได้น้อย
ไม่เป็นอึ่งอ่างพองลม
จะเกิดความเดือดร้อนในภายหลัง
... พอใจตามสมควร 
คือ ทำงานให้มีความพอใจ 
เหมาะสมแก่งาน
ให้ดำรงชีพให้เหมาะสมแก่ฐานะของตน
 
4. มีความมั่นคงแห่งจิต 
คือให้มองเห็นโทษของความเกียจคร้าน
และมองเห็นคุณประโยชน์ของความเพียร 
และเมื่อเกิดสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา
ให้ภาวนาว่า...
มีลาภมียศ สุขทุกข์ปรากฎ 
สรรเสริญนินทา เสื่อมลาภ เสื่อมยศ
เป็นกฎธรรมดาอย่ามัวโศกา
นึกว่า ' ช่างมัน '
 
พ่อ  
6/10/2547
- - - 
**** ฉันหวังว่า 
คำสอนพ่อที่ฉันได้ประมวลมานี้
จะเกิดประโยชน์แก่ท่านผู้อ่าน
และลูกอันเป็นที่รักของพ่อทุกคน
ฉันรักพ่อฉันจัง

- - -

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 BY momotarohanso

 

 

Sorce : Forwarded Mail from my nice friend "Bombjung"
Credit to : Momotarohanso for cute frame 
 
 
 
สมเด็จพระสังฆราชประทานพรปีใหม่
ขอให้คนไทยร่วมถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
 
พร้อมทรงขอให้คนไทยสำรวจตัวเองว่า
ปีที่ผ่านมามีข้อบกพร่องอะไร และจะปรับปรุงแก้ไขตนเองอย่างไร

 
 
 

เจริญพรสาธุชนทั้งหลาย

ในวารดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2549 นี้

นับเป็นปีมหามงคลอีกปีหนึ่ง

เพราะเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ทรงครองราชย์ถ้วน 60 ปี

 

จึงใคร่ขอเชิญชวนพสกนิกรชาวไทย

พร้อมใจกันถวายพระพรชัยมงคล

ขอจงทรงพระเจริญยั่งยืนนาน

ขอให้ทุกคนสำรวจตนเองว่า

ในรอบปีที่ผ่านมามีอะไรบกพร่อง

จะปรับปรุงแก้ไขตนเองอย่างไร

 

วันเวลามีค่า

มีความหมาย

ก็เพราะเราใช้ทำสิ่งที่มีคุณค่า

ประกอบด้วยธรรม

มีความหมายต่อชีวิต

 

ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย

และอำนาจบุญกุศล

อำนวยให้ท่านทั้งหลาย

เจริญสิริสวัสดิ

พิพัฒมงคล

ตลอดไปทั่วกัน

 

ขออำนวยพร

 

 

 

 

 

 

Sorce : Manager Online

Credit to ...Rinn... for a lovely frame

12月14日

60 ข้อคิดบันทึกไว้จากใจพ่อ (ตอนจบ)

ในที่สุดเราก้อมาถึงบทสุดท้ายของหนังสือแล้วค่ะ  
ถ้าใครได้ติดตามตั้งแต่ต้น จะทราบว่าจริงๆ แล้วข้อคิดของพ่อนั้นมี 60 ข้อ 
ซึ่งได้กล่าวจบไปตั้งแต่ Blog ที่แล้ว
แต่ข้อความในวันนี้เป็นบทส่งท้ายค่ะ  
เป็นคำสอนอีกเช่นเคย
 
พ่อ...  สอนลูกแต่สิ่งดีดีไว้มากมาย
พ่อ...  ครูในชีวิตคนแรกของลูกและตลอดไป

 


 
 
 
๖๐ ข้อคิดบันทึกไว้จากใจพ่อ
        ...(ตอนจบ)
 
ก่อนจบท้าย
 
หน้าที่ที่ลูกควรปฏิบัติต่อผู้อื่น คือ 
การมอบน้ำใจให้แก่กันและกัน
ดังต่อไปนี้
 
๑. ลูกควรมองทุกคนที่พบกั
นด้วยสายตาที่เป็นมิตร
 
๒. ลูกควรยิ้มให้ทุกคนที่พบกัน 
เริ่มแรกยิ้มด้วยสายตา 
ยิ้มด้วยใบหน้าและริมฝีปาก
และด้วยจิตใจที่เป็นกันเอง
 
๓. ลูกควรทำความรู้จักกับผู้อื่น
ด้วยการยิ้มและทักทาย
 
๔. ลูกควรโบกมือส่งยิ้มให้กับเด็ก ๆ 
ที่ลูกพบเห็นโดยทั่วไป
 
๕. ลูกควรมองคนในแง่ดี 
ให้มองว่าไม่มีใครจะเลวทั้งหมด
 
๖. ลูกควรมองว่าคนเราเป็นมิตรกันได้
แม้จะมีความคิดต่างกัน
 
๗. ลูกควรกล่าวคำสวัสดี ยกมือไหว้ 
ยิ้มหรือก้มหัวตามความเหมาะสม 
ตามฐานะของตนแล้วแต่กรณี
 
๘. ลูกควรพยายามเรียกชื่อคนที่เรา
สนทนาด้วยระวังอย่าเรียกชื่อคนผิด
 
๙. ลูกควรตั้งใจรับฟังคนอื่นพูด
 อย่าขัดคอเขา ต้องรู้จักสังเกตให้ดี
 
๑๐. ลูกควรใช้คำพูดให้ติดปาก 
คือคำว่า ขอบคุณ ขอโทษ
 
๑๑. ลูกควรพูดด้วยความสุภาพ 
ไพเราะ อ่อนหวาน ไม่พูดหยาบคาย
 
๑๒. ลูกควรพูดชมเชยผู้อื่นเป็นประจำ
 
๑๓. ลูกควรพูดถึงคนอื่นและ
ผู้บังคับบัญชาในด้านดีกับคนที่เขารู้จัก
 
๑๔. ลูกควรรู้จักขัดแย้ง
โดยไม่ให้เขาเสียน้ำใจ
 
๑๕. ลูกควรพูดคุย 
ในสิ่งที่ผู้คุยให้ความสนใจ
 
๑๖. ลูกควรหาเรืองดีดี 
หรือเรื่องคนทำดีมาคุยกันบ้าง
 
๑๗. ลูกควรหาเวลางดเว้นการพูดที่ไม่ดี 
หรืองดเว้นการโกรธ
อย่างน้อย ๑ วันต่อสัปดาห์
 
๑๘. ลูกไม่ควรหาเรื่องจับผิดคนอื่น
โดยไม่ใช้ปัญญา
 
๑๙. ลูกควรให้ความเห็นใจ 
ปลอบใจคนที่กำลังมีความทุกข์
 
 
ด้วยรัก….
 
จาก พ่อ
                                    
Credit to ...Momotarohanso... for icon and frame

12月9日

60 ข้อคิดบันทึกไว้จากใจพ่อ (ตอนที่ 3)

 
ใกล้จะถึงตอนจบของหนังสือแล้วค่ะ
ตอนนี้..  เป็นตอนที่ 3 (จาก 4 ตอน) ของคำสอนของพ่อ
กล่าวถึงคำสอนข้อที่ 41-60...  
บางคนอาจจะสงสัยว่าชื่อเรื่องมันมี 60 ข้อ
ทำไมยังไม่จบอีก?? 
ยังมีต่อจริงๆค่ะ...   คำสอนของพ่อมีมากมาย
ยังไม่จบบริบูรณ์....  ติดตามตอนต่อไปนะคะ
เพราะตอนหน้า (ตอนที่ 4) เป็นตอนจบแล้วค่ะ 

   

๖๐ ข้อคิดบันทึกไว้จากใจพ่อ
            ...(ตอนที่ 3)
๔๑
ไม้ล้มข้ามได้ คนล้มอย่าข้าม
สำคัญที่สุดลูกอย่าข้ามตัวเอง
 
๔๒
ผู้กล้าหาญ คือผู้ที่สามารถบังคับตัวเองได้
ถ้าลูกจักปลูกต้นไม้ ต้องบำรุงราก
แต่ถ้าจะปลูกจิตใจ
ต้องบำรุงด้วยศีล ด้วยธรรม
 
๔๓
ลูกเกิดเป็นคนแล้ว ต้องพยายามทำดีที่สุด
เมื่อทำดีที่สุดแล้ว นอกนั้นแล้วแต่ฟ้าลิขิต
โบราณว่า
ลิขิตเป็นของฟ้า ( ผลของการกระทำ )
ชะตาเป็นของคน ( การกระทำของตัวเอง )
 
๔๔
ลูกควรจะยอมผิดใจกับคนสุภาพชน
แต่อย่าผิดใจกับคนพาล
จะเดือดร้อนอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
 
๔๕
การไม่ระวังการใช้จ่าย เล็ก ๆ น้อย ๆ
อาจทำให้ล่มจมได้
ดังเช่นเรือมีรูรั่วเล็กๆ
อาจทำให้เรือใหญ่จมได้
 
๔๖
โรคภัยทางร่างกาย จะเข้ามาทางปาก
ภัยพิบัติ ก็จะออกจากปากของเราเช่นกัน
เมื่อลูกจะพูดสิ่งใด จงพิจารณาให้ดีๆ
 
๔๗
การโกรธ เป็นวิสัยของปุถุชน
การให้อภัย เป็นวิสัยของบัณฑิต
ลูกพ่อจะเป็นบัณฑิต จึงต้องฝึกการให้อภัย
ด้วยความมีเมตตา
เพราะเมตตาแก้ความโกรธได้
 
๔๘
การเดินทางหมื่นลี้ต้องมีก้าวแรก
ยามลูกมีอำนาจ จงอย่าเหลิงอำนาจ
ยามลูกมีความสุขก็อย่างหลงระเริง
ระวังความทุกข์จักตามมา
 
๔๙
ถ้าลูกให้เงินเพื่อนยืมระวัง
จะเสียเงินจะเสียเพื่อนจะเสียใจ
เพราะฉะนั้นลูกอย่าให้เงินใครยืม
ถ้ามีก็ให้เขาไปเลย
 
๕๐
ถ้าลูกระแวงสงสัยใครแล้ว
ลูกอย่าทำธุรกิจร่วมกัน
เพราะจะมีแต่ระแวงกัน การงานไม่ราบรื่น
ความทุกข์จะเข้ามาในจิตใจลูก
 
 
๕๑
เรือที่ออกทะเล
ปฏิเสธคลื่นลมไม่ได้ ฉันใด
ชีวิตของลูก
ปฏิเสธอุปสรรคไม่ได้ ฉันนั้น
 
๕๒
ลูกสังเกตดูจักรู้ว่า
ผู้เป็นคนดี มักอ่อนน้อมถ่อมตน
ผู้โง่เขลามักหยิ่งยโส ทะนงตน
 
คนโง่มักอวดตัวว่าฉลาด
หรือยากให้คนอื่นรู้ว่าฉลาด
จึงโอ้อวด คุยเบ่ง ทับถมคนอื่น
 
ส่วนคนฉลาดมักไม่อวดตัว
จักเป็นคนอ่อนน้อม ถ่อมตน
ไม่หยิ่งยโส ไม่โอหัง
และชอบประกาศความดีของผู้อื่น
 
๕๓
แมลงผึ้ง ชอบของหอมของหวาน
แมลงวัน ชอบของเหม็นของเน่าเสีย
 
ถ้าลูกชอบสิ่งที่ไม่ดี คบคนไม่ดี คิดไม่ดี
พูดไม่ดี ทำไม่ดี ไปสู่สถานที่ไม่ดีแล้ว
ลูกก็จะเปรียบเช่นแมลงวัน
ซึ่งไม่มีใครชอบหรืออยากจะให้ความรัก
แต่ถ้าลูกคิดดี พูดดี ทำดี คบคนดี
และไปแต่เฉพาะที่ดี
ลูกก็เป็นเช่นแมลงผึ้ง
คนดีใคร ๆ ก็อยากคบด้วย
 
ถ้าลูกเป็นแมลงผึ้ง ลูกก็จะได้พบกับดอกไม้
ถ้าลูกเป็นแมลงวัน
ลูกก็จะได้พบกับของเน่าเหม็น
คำโบราณว่าไว้
ขี้เกียจ เป็นแมลงวัน
ขยัน เป็นแมงผึ้ง
 
๕๔
ผู้ที่รู้จักประมาณตน เป็นคนฉลาด
ลูกควรใช้จ่ายตามฐานะ
ลูกจักไม่ขัดสนตลอดไป
 
๕๕
ถ้าลูกมีความพากเพียรและถ่อมตนแล้ว
ภายใต้ท้องฟ้าลูกของพ่อจักทำได้ทุกสิ่ง
 
ธรรมะสอนไว้ว่า
คนล่วงทุกข์ได้ เพราะความเพียร
 
๕๖
ถ้าลูกทำงานด้วยความรีบร้อน ร้อนรน
มักทำความผิดพลาด มาให้ลูกเสมอ
 
ลูกต้องทำด้วยความรวดเร็ว แบบมีสติ
จึงจะประสบความสำเร็จได้
อย่างถูกต้องและราบรื่น
 
๕๗
การนินทาและว่าร้ายต่อผู้อื่น
มันเจ็บปวดมากว่ามีดที่กรีดเนื้อเขา
มากมายหลายเท่านัก
เมื่อลูกเข้าใจอย่างนี้แล้ว
อย่านินทา อย่าว่าร้ายผู้อื่นเลย
เพราะเมื่อเขาเจ็บปวดเพราะคำพูดของเราแล้ว
เขาก็สามารถทำความผิดกับเราได้
เราก็เดือดร้อน
 
๕๘
คนขี้เกียจ มักอ้างว่า ยังไม่ต้องทำ
เพราะเช้าไป เพราะเย็นไป
เพราะร้อนไป เพราะหนาวไป
เพราะฝนตก เพราะแดดออก
ถ้าลูกอ้างอย่างนี้ จะทำอะไรก็จะไม่สำเร็จ
 
๕๙
ในสมัยนี้ ใครก็ชอบแต่ของดี ๆ
แต่ไม่รู้ว่า อย่างไรถึงจะดี
จึงขอเตือนว่า
 
ลูกของพ่ออย่าดีแต่จะคิด
ลูกต้องคิดแต่ดีดี
 
ลูกของพ่ออย่าดีแต่พูด
ลูกต้องพูดดีดี
 
ลูกของพ่ออย่าดีแต่ทำ
ลูกต้องทำดีดี
 
ลูกของพ่ออย่าดีแต่จะคบคน
ลูกต้องคบคบดีดี
 
ลูกของพ่อดีแต่จะไป
ลูกต้องไปดีดี
 
ลูกจง คิดดี พูดดี ทำดี คบคนดี
ไปสู่สถานที่ดีดี
 
๖๐
ถ้าลูกละเลยเรื่องเล็กน้อย
กระทำผิดเพียงเล็กน้อยในปัจจุบัน
ลูกอาจต้องเสียใจอย่างใหญ่หลวง
ในภายหน้า
 
คิดกับผู้อื่นไม่ดี ในวันนี้
อาจถูกผู้อื่นคิดไม่ดีกับเรา ในวันหน้า
 
ทำกับผู้อื่นไม่ดี ในวันนี้
อาจถูกผู้อื่นกระทำต่อเราไม่ดี ในวันหน้า
 
รังแกผู้อื่น ในวันนี้
อาจถูกผู้อื่นรังแก ในวันหน้า
 
โกงผู้อื่น ในวันนี้
อาจถูกผู้อื่นโกง ในวันหน้า
 
โกหกผู้อื่น ในวันนี้
อาจถูกผู้อื่นโกหกในวันหน้า
 
เหยียดหยามผู้อื่น ในวันนี้
อาจถูกผู้อื่นเหยียดหยาม ในวันหน้า
 
โกรธผู้อื่น ในวันนี้
อาจถูกผู้อื่นโกรธแค้น ในวันหน้า
 
ริษยา อาฆาตผู้อื่น ในวันนี้
อาจถูกผู้อื่นริษยา อาฆาต ในวันหน้า
 
ฆ่าผู้อื่น ในวันนี้
อาจถูกผู้อื่นฆ่า ในวันหน้า
 
ในทางตรงกันข้าม
 
ถ้าลูกรักและเมตตาผู้อื่น ในวันนี้
ลูกก็จักได้รับความรักและเมตตา
ในวันข้างหน้า

 

 

 
Credit to ...Momotaro Hanso... for icon and kitty frame
12月6日

60 ข้อคิดบันทึกไว้จากใจพ่อ (ตอนที่ 2)

 

มาถึงตอนที่ 2 แล้วนะคะ  
หวังว่าทุกคนคงได้ข้อคิดดีๆ จากตอนแรกไปไม่มากก้อน้อย
ตอนที่ 2 นี้จะกล่าวถึงคำสอนของพ่อเพิ่มอีก 20 ข้อค่ะ
ตั้งแต่ข้อ 21  40 (ยังกะสอนหนังสือ Lesson 2 เลยเนอะ)
หวังว่าคงจะยังติดตามไปจนจบนะเจ้าคะ
(อย่างน้อยก้อมาได้ครึ่งทางละ  เย้ๆ)

 

星期四--Oh, Let's Call it a Day~   

 

๖๐ ข้อคิดบันทึกไว้จากใจพ่อ
...(ตอนที่ 2)
๒๑
หกล้มเพราะก้าวเดินไปข้างหน้า
ยังดีกว่าลูกยืนเต๊ะท่าอยู่กับที่
เพราะถ้าลูกยืนไม่ดีก็จักมีคนมาถีบให้ล้มอยู่ดี
 
๒๒
ลูกจงหาความสุขกับปัจจุบัน
อย่าใฝ่ฝันถึงอนาคต
อย่าหมกอยู่กับอดีต
จะทุกข์
 
๒๓
โชคเข้าข้างผู้ที่มีความอ่อนน้อมเสมอ
ถ้าลูกเป็นผู้น้อยที่นอบน้อมผู้ใหญ่
ใคร ๆ ก็รัก
ถ้าลูกเป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจผู้น้อย
ผู้น้อยก็มีความภักดี
 
๒๔
ชีวิตคือการต่อสู้ ศัตรูคือยากำลัง
ขอให้ลูกคิดอยู่เสมอว่า
ถ้ามีสิ่งใดในโลก ที่ผู้อื่นทำได้
ไม่มีเหตุผลอะไร ที่เราจะทำไม่ได้
 
๒๕
ความโศกเศร้าเสียใจ
มิได้ทำให้ใครได้รับประโยชน์อะไร
นอกจากทำให้ศัตรูของเราดีใจและ
สมน้ำหน้า
 
๒๖
เมื่อพบภัยที่อยู่ข้างหน้า
จงหนีเข้าหาพระดีกว่าหนีเข้าหาโจร
ซึ่งโจรจักฉกฉวยโอกาสเอาจากเราเสมอ
อย่างคาดไม่ถึง
 
๒๗
คนเรามีความโลภทุกคน
ถ้าโลภมากก็จะทุกข์มาก
ถ้าโลภน้อยก็จะทุกข์น้อย
ถ้าไม่โลภก็จะไม่ทุกข์
 
๒๘
ถ้าลูกประพฤติดี
ลูกก็จะพบกับคนประพฤติดี
ถ้าลูกประพฤติชั่ว
ลูกก็จะพบกับคนประพฤติชั่ว
ขอให้ลูกเลือกคบให้ถูกต้องเถิด
ลูกจักเป็นคนที่โชคดี
 
๒๙
ลูกอย่ากลัวไปเลยว่า
จะได้แต่งงานกับคนไม่ดี
ถ้าลูกไม่สูบ ไม่ดื่ม ไม่เล่น ไม่เที่ยว
ลูกก็จะพบคู่ครองที่ไม่สูบ
ไม่ดื่ม ไม่เล่น ไม่เที่ยวเช่นกัน
 
๓๐
ไม่ว่าคนหรือสัตว์
ต้องการคำอ่อนหวาน
ลูกก็เช่นกัน ควรพูดคำอ่อนหวานแก่ผู้อื่น
เมื่อลูกอ่อนหวานแก่ผู้อื่น
ผู้อื่นก็จะอ่อนหวานกับลูก
 
๓๑
ลืมอะไรก็ลืมได้ แต่อย่าลืมตัว
เสียอะไรก็เสียได้ แต่อย่าเสียคน
ผิดอะไรก็ผิดได้ แต่อย่าผิดศีลธรรม
 
๓๒
ลูกจงจำไว้ว่า
ศัตรูวันนี้ อาจเป็นมิตรในวันหน้า
เพราะฉะนั้น
อย่าทำอะไรเขารุนแรงและเกินเลย
 
๓๓
ลูกจงสนุกกับการใช้เงิน และพร้อมกันนั้น
ลูกต้องสนุกกับการเก็บรักษาเงินด้วย
และยิ่งกว่านั้น
ต้องสนุกกับการหาเงินอย่างไม่เป็นทุกข์
คือหาด้วยความถูกต้อง
 
๓๔
การกระทำของลูก บางครั้งยังไม่ถูกใจตนเอง
แล้วจะให้คนอื่นทำถูกใจเราเสมอไป
ได้อย่างไร
คิดแค่นี้ลูกก็จะไม่โกรธคนอื่น
 
๓๕
ถ้าลูกกล้าอย่างถูกต้อง ก็จะเป็นผู้ฉลาด
ถ้าลูกกล้าอย่างบ้าบิ่น ก็จะเป็นคนโง่
ขอให้ลูกจงกล้าหาญอย่างชาญฉลาด
 
๓๖
บาปและบุญทั้งปวงที่ลูกกำลังทำในขณะนี้
สักวันหนึ่งจักรวมตัวกันมาสนองแก่ลูก
สิ่งที่ลูกได้รับอยู่ทุกวันนี้
เป็นผลจากการกระทำของลูกทั้งสิ้น
 
๓๗
ลูกจงจำไว้ว่า
ธรรมชาติไม่เคยให้อภัยใคร
ใครทำอย่างใด ต้องได้รับอย่างนั้น
แต่ธรรมชาติก็ให้โอกาสทุกคนเสมอ
แต่คนเราโดยส่วนมาก
ไม่ค่อยยอมรับโอกาสนั้น
 
๓๘
เมื่อมีปัญหา แก้ให้ถูกจุด จักพ้นทุกข์เร็ว
อย่าเป็นเช่นคุณยายแก่ ๆ
มองหาเข็มที่เสาไฟ เพราะมีแสงสว่าง
แต่หาเท่าใดก็ไม่พบ
เพราะเหตุว่าแก้ปัญหาไม่ถูกจุด
เข็มหายในบ้าน แล้วมาหานอกบ้าน
เพียงเพราะในบ้านไม่มีแสงไฟฟ้า
น่าขันไหมล่ะ
 
๓๙
ลูกจงจำไว้ว่า
คนเห็นแก่เงิน คบยาก
คนเห็นแก่งาน คบง่าย
คนเห็นแก่ผู้อื่น คบสบาย
 
๔๐
ถ้าลูกปราถนาให้ผู้อื่นรัก
ลูกต้องทำตัวให้น่ารัก
ลูกจึงจะเป็นที่รักของผู้อื่น

                                                   

Credit to ...Momotaro Hanso... for cute icon and lovely frame

12月1日

60 ข้อคิดบันทึกไว้จากใจพ่อ (ตอนที่ 1)

  
เนื่องจาก...       อีกไม่กี่วันก้อจะถึงวันพ่อแล้ว  แนนเลยอยากลงข้อความดีๆ เกี่ยวกับ
คำสอนของพ่อมาแบ่งปันกันอ่านค่ะ   เป็นคำสอนในหนังสือ ๖๐ ข้อคิด
บันทึกไว้จากใจพ่อ (ถ้าจำไม่ผิดนะคะ  แนนก้อปมาจาก forward mail อีกทีนึง) 
 
แต่...       ข้อความมันยาวมากจนไม่สามารถ upload ภายในครั้งเดียวได้   
แนนจึงแบ่งข้อความไว้ทั้งหมด 4 ตอนค่ะ   จะทยอยลงสัปดาห์ละหนึ่งตอน
ถึงจะยาวแต่ก้อเป็นคำสอนที่อบอุ่นนะคะ   อยากให้ตามอ่านกันจนจบ   
แต่ที่สำคัญกว่านั้นก้อคือไม่ใช่แค่อ่าน   ถ้ามีโอกาสก้อควรนำไปปฏิบัติตามด้วย...
 
Ready??      เริ่มตั้งแต่ข้อแรกกันเลยนะคะ   
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
 

 

๖๐ ข้อคิดบันทึกไว้จากใจพ่อ
 ...(ตอนที่ 1)
ลูกจงจำไว้ว่า
การไม่ต่อสู้ในบางกรณี
กลับเป็นวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ กว่าการต่อสู้
อย่างเอาเป็นเอาตาย

ลูกจงอย่าเลือกของที่ชอบ
ด้วยความอยากของลูก
แต่จงเลือกด้วยสติปัญญา
และพิจารณาถึงประโยชน์
และโทษของมันเสียก่อน
 
ลูกจงอย่าโกรธคนไม่ดี
ที่จริงเขาก็อยากดีเหมือนกัน
แต่เขาไม่เข้าใจว่า
อะไรเป็นความดีอะไรคือไม่ดี
 
ลูกจะตำหนิ ติเตียนใคร
ก็จงดูตนเองเสียก่อน
อย่าให้เขาย้อนว่าเราได้
 
ลูกจะเห็นว่า
ผู้มีสัมมาคาระวะ จะพบแต่ความเจริญ
การอ่อนน้อมเป็นคุณสมบัติของสุภาพบุรุษ
การยกมือไหว้ผู้อื่นได้
คือการทำลาย ตัวกู-ของกู
 
ลูกพ่อต้องเป็นคนแข็งแรงไม่แข็งกระด้าง
ลูกพ่อต้องเป็นคนเรียบง่ายไม่มักง่าย
ลูกพ่อต้องเป็นคนอ่อนโยน..ไม่อ่อนแอ
 
ลูกของพ่อ..คล่องแคล่วว่องไว
เป็นปัจจัยแห่งความก้าวหน้าของครอบครัว
 
เงินทองที่ลูกมียิ่งใช้ยิ่งหมดไป
ปัญญาที่ลูกหาได้ยิ่งใช้ยิ่งเพิ่มพูน
 
ถ้าลูกทำเด่น
จะถูกคนเขาเขม่นและสมน้ำหน้า
ลูกจะพลาดท่าลงมา..เพราะ
ความอยากเด่นอยากดัง
 
๑๐
ลูกจงจำไว้ว่า
เงินทองเป็นของนอกกาย
พ่อ แม่ สุขใจ
เมื่อพี่น้องรักกัน
 
๑๑
ลูกจงโอนอ่อนผ่อนตาม
อย่างฉลาดและสุขุม
การพ่ายแพ้ด้วยศิลปะ
ดีกว่าการชนะด้วยอารมณ์
 
๑๒
ความกล้าหาญต้องประกอบด้วยสติปัญญา
ถ้าลูกกล้าโดยไม่มีสติปัญญา
เขาเรียกว่าคนบ้าบิ่น
 
๑๓
ลูกต้องทำทุกอย่างด้วยความสุจริต
เมื่อสุจริต จิตผ่องใส
เมื่อทุจริต จิตหมองไหม้
 
๑๔
ทรัพย์สมบัติ ไม่ใช่สิ่งจำเป็น
ที่พ่อแม่จะให้แก่ลูก
ความรู้และความประพฤติดีเท่านั้น
ที่พ่อแม่ควรมอบให้แก่ลูกอันเป็นที่รัก
 
๑๕
ลูกหลีกทางให้เขา
ก็คือหลีกทางให้เราหลุดพ้นจากอันตราย
ในที่สุดก็จะได้รับผลดีด้วยกัน
ทั้งเขาและเรา
 
๑๖
ปลายทางสุดท้ายของความไม่พอ
คือความทุกข์
 
๑๗
ลูกจงจำไว้ว่า
ผู้ที่ไม่มีใครให้อภัยผู้อื่น
คือผู้อ่อนแอทางจิตใจ
การให้อภัยศัตรู คือการ สร้างมิตร
 
๑๘
ถ้าผู้อื่นหลอกเรา
เรารู้ง่ายและแก้ไขได้ง่าย
แต่ถ้าเราหลอกตัวลูกเอง
รู้ยาก แก้ไขได้ยาก
 
๑๙
ลูกควรจำสิ่งที่ควรจำ ลืมสิ่งที่ควรลืม
ทำสิ่งที่ควรทำ
และต้องรู้ว่า สิ่งใดควรทำก่อน
สิ่งใดควรทำทีหลัง
 
๒๐
เมื่อลูกสังเกตดู จะพบว่า
ภายหลังเสียงหัวเราะ จะมีน้ำตา
ภายหลังเสียน้ำตา จะเห็นแสงธรรม
คือความจริงของชีวิต

 

 Credit to ... คุณกุ๊กไก่ที่น่ารักและแสนใจดีค่า... for a sweet frame

and thanks ...Momotaro Hanso... for all cute icons

 

11月28日

สวนนงนุช

วันที่ 5-6 พ.ย.ที่ผ่านมา แนนได้มีโอกาสไปสวนนงนุชมาค่ะ ที่จริงแล้วครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 แนนมาที่นี่ แต่ทุกครั้งที่มาคือมาทำงาน พาผู้เข้าฝึกอบรม Mini MBA รุ่นที่ 11 มาทำกิจกรรม Ice-breaking นอกสถานที่ 2 วัน 1 คืนค่ะ เลยนำรูปสวย ๆ มาฝากเพื่อนๆกัน (รับชมได้ที่ Photo Album นะเจ้าคะ)

 

5 พ.ย.

วันแรกของการทำกิจกรรม ซึ่งเป็นวันเกิดคุณพ่อของแนน และเป็นวันแต่งงานของพี่เล็ก (เจ้าหน้าที่การเงินคนน่ารักของคณะค่ะ)

วันนี้กิจกรรมส่วนใหญ่จะอยู่ในห้องสัมมนา แต่มีอุปสรรคเล็กน้อยคือฝนตกหนักแต่เช้า   ลานลงทะเบียนหน้าห้องเลยเปียกหมดเลย

พื้นห้องลื่นมากกก... แนนเกือบจับกบหลายที (แค่เกือบนะคะ ยังไม่ได้จับ โฮะๆ) 

 

ส่วนช่วงเย็นมีกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ ก้อสนุกดี เนื่องจากจำนวนผู้เข้าฝึกอบรมรุ่นนี้น้อย อาจารย์วิทยากร (อ.พิพิธ พุ่มแก้ว) เลยให้แนนร่วมแจม คือต้องจับกลุ่มเป็นวงกลมใหญ่วงเดียวแล้วสลับหญิงชายไงคะ แล้วบังเอิญผู้หญิงขาดพอดี โฮะๆ (สะใจไงไม่รู้ ... เวลาเรียนส่วนใหญ่คณะของแนนผู้ชายหาแทบไม่ได้ เลยเป็นเสมือนสมบัติล้ำค่าของคณะ.....แต่คราวนี้กลับกัน อิๆ) มีทั้งเล่มเกมต่างๆ เต้นรำด้วย สนุกมากค่ะ แต่เพิ่งรู้ว่าเป็นผู้เข้าฝึกอบรมนี่ก้อเหนื่อยเหมือนกันนะ ขาแข็งเลย

 

6 พ.ย.

วันที่สอง (และวันสุดท้ายของการทำกิจกรรม) ตื่นตั้งแต่ตี 5 เพราะมีกิจกรรม Mini Walk Rally ตอนเช้า 

อยากบอกว่าสีสันของการทำกิจกรรมอยู่ที่ตรงนี้แหละ   มันเป็นหนทางนึงสำหรับอาจารย์ที่จะได้แกล้งผู้เข้าฝึกอบรม

 (รักหรอกจึงหยอกเล่นนะคะ นะคะ) กิจกรรมต่างๆเป็นไปอย่างสนุกสนาน หึๆ

เห็นพี่ๆแต่ละคนงัวเงียกันเลยแกล้งเอาให้ตื่นเรย

 

ด่านของแนนก้อมี คีบลูกปิงปอง (ใครมีอาตี๋อาหมวยอยู่ในกลุ่มก้อสบายไป) โยนลูกเทนนิสให้ลงกระป๋อง (วิ่งเก็บลูกกันสนุก) ต่อความยาว (แนนเรียกว่าเกมถอด) และแจกรัก (เหมือนง่ายแต่ยากสุด) ทุกเกมต้องให้ผ่านตามกติกาที่กำหนดโดยใช้เวลา 1 นาที

แปลกแต่จริงตรงที่ว่าเกมแจกรัก (คือให้สมาชิกต่อแถววิ่งเขียนคำว่า “รัก” ลงบนกระดาษนั้นรอบแรกไม่มีกลุ่มไหนสอบผ่านเลย ทั้งที่เป็นเกมที่ไม่ต้องใช้ทักษะอะไรทั้งนั้น) แต่เวลาให้คะแนนจะให้คะแนนเฉพาะคำที่อ่านออกเท่านั้น ด้วยความรีบทำให้เขียนลวกๆ ลายมือหวัดอ่านไม่ออก

 

 แนนว่าเปรียบเหมือนการทำงาน…งานบางอย่างที่ดูเหมือนง่าย แต่ก้อต้องใช้ความประณีตและเอาใจใส่จึงจะออกมาดี ต้องทำให้สำเร็จ ไม่ใช่แค่ทำให้เสร็จ….

 

กว่าทุกกลุ่มจะบอกรักผ่าน ก้อเล่นเอาอาจารย์เหนื่อยเลย (ที่จริงหยวนๆ ให้ผ่านเพราะแนนหิวข้าวจนแสบท้อง หุๆ) มีการแซวด้วยนะ หาว่าอาจารย์แนนไม่รู้จักคำว่ารัก หรือไม่ก้อ หาว่าแนนชอบคนแก่ (เพราะพี่เค้าอ้างว่ากลุ่มเค้าอายุน้อยสุด แต่แนนไม่เลือกให้ผ่านอะค่ะ…แหม ก้อมันไม่ผ่านจริงๆนี่คะคุณพี่ หนูก้อลุ้นให้ผ่านอยู่หรอก เพราะหนูหิวจะแย่แล้น)

กว่าจะผ่านหมด… แนนก้อหิวเกินกำลัง เดินตักบุฟเฟต์ไป 3 รอบ จนพวกพี่ๆผู้ชายตะลึง เค้าแค่ยิ้มๆ แล้วก้อ …อ่อ อาจารย์นี่กินเก่งนะครับ เจริญอาหารดี ผมยังสู้ไม่ได้เลย… เหอๆ อายมะ ?? ผู้หญิงส่วนใหญ่คงอาย ความอายมันไม่ทำให้แนนอิ่มท้องน่ะสิคะ แนนเลยตั้งหน้าตั้งตากินต่อไป (ลุกเป็นโต๊ะสุดท้ายน่ะ คิดดู)

 

กิจกรรมวันนั้นก้อผ่านไปด้วยดี พออบรมเสร็จก้อไปเที่ยวชมวิวของสวนนงนุชกันแล้วก้อดูการแสดงช้างแสนรู้ น่ารักม้าก มาก ดูไปขำไป

มีช้างน้อยตัวนึงใช้งวงจับพู่กันวาดรูปตามจังหวะเพลง

สงสัยเจ้าตัวน้อยจะใส่อารมณ์จัด   เพราะวาดไปก้อ pee pee และ poo poo ไปด้วย… แต่ภาพสวยนะคะขอบอก (น้องหมาที่บ้านยังวาดรูปไม่ได้เล้ย ถนัดแต่กินกะนอนแล้วพึ่งพุงรอให้เจ้านายมาเกาพุงให้)

 

ไปทำกิจกรรมครั้งนี้ได้ถ่ายรูปเยอะมาก ก้อเก็บภาพสวยๆมาฝากค่ะ (เห็นยิ้มแย้ม act ท่ากันขอบอกว่าจริงๆสนุกมากแต่ก้อร้อนสุดๆ แนนอุตส่าห์โบ๊ะครีมกันแดดมา ละลายไปกับเหงื่อหมดเรย)

 

 

ถ้ามีใครอยากมาเที่ยวพัทยาแบบสวนไม้ธรรมชาติละก้อ…

 

 

ลองแวะมาเที่ยวสวนนงนุชสิคะ

 

Credit to... Noo Nuch Mini Cat for Cute frame & Momotarohanso for cute icons na ka ^_^

11月21日

On My BirThDaY

21 NoV My BirthDaY

 

ขอขอบคุณเพื่อนๆทุกคนนะคะ ที่เข้ามาเยี่ยม และ ฝากข้อความดีๆให้แนน...กำลังใจชั้นเยี่ยมเลยล่ะค่ะ 

 

วันนี้ได้ฤกษ์มา Up DatE แล้ว เนื่องในวันนี้เป็นวันที่แนนอายุเพิ่มขึ้น

อีก 1 ขวบ อิ อิ ก้อวันเกิดนั่นแหละค่า

ขอบคุณเพื่อนๆ ที่ได้ส่งสิ่งดีๆมาให้นะคะ 

 

OKUS ….. ยอดที่ส่งทั้ง card & e-card มาให้แถมทำ Blog ฉลองให้ด้วย... พี่มหาที่นอนดึกส่ง msn มาให้เป็นคนแรก...พลอยที่ส่ง sms มาให้เป็นคนแรกแถม little blog... โอที่ส่ง sms มา  แล้วก้อแจ่ม(กะพลอย)ที่ให้ขอขวัญล่วงหน้าเป็นอาทิตย์ หุๆ   เพื่อนๆที่ส่งข้อความมา birthday ทาง Hi5 ทุกคนนะคะ ทั้งต้อง ฟาง แกว่น...  มีเอมด้วยที่ส่งเค้กมาทาง msn... ปลาบึกกิ๊กที่ส่งเสียงใสมาทักทาย

 

CMU ….. ไนท์ที่ถึงแม้จะจำวันผิดแต่ก้อโทรมา BD เป็นคนแรก อิ อิ แล้วก้อตูนที่ติดต่อมาตลอดไม่เคยห่างหาย

 

KIMBA... ดุลที่โทรมา Birthday นะจ้ะ.. Nan(PePe)กับ sms น่ารักๆ... เจ้เก๋ที่งานยุ่งแต่ก้อส่ง sms มาอวยพร 

 

SRC GanG ….. น้องนุที่ขึ้น space อวยพรให้ล่วงหน้าเช่นกัน...  นนที่เข้ามาเม้นท์แล้ว(ของขวัญกะของฝากแนนรอได้จ้านน อิๆ)...  ทอมสำหรับ e-card น่ารักขำๆ... ป๋าของกลุ่มที่ส่ง sms ให้ตั้งแต่เช้า  เจ้นัฎ  พี่ธรรม  พี่เก๋  แล้วก้อเฮียต๋อง

 

CGS Colleagues @ SRC... ทุกคนที่แอบคณบดีออกไปฉลองมื้อเที่ยงกัน

 

 

ขอบคุณทุกคำอวยพรจากเพื่อนๆทุกคนนะคะแม้ว่าแนนจะไม่ได้เอ่ยชื่อก้อตาม  แต่มีคำอวยพรที่อยาก share กับเพื่อนๆ โดยเฉพาะสาวๆ คือ

 

“Women are like wine, the older they are, the better taste and quality they have.”     

 

ฟางส่งมาให้โดนใจมากๆ ค่ะ ขอให้สาวๆทุกคนเป็นเหมือนไวน์นะเจ้าคะ

 

ถึงแม้แนนจะไปหาทุกคนไม่ได้ แต่ก้อขอฉลองผ่าน blog นะคะ… คิดถึงมากๆเลย มากินเค้กด้วยกันเร้ว

...ขอบคุณเพื่อนๆที่ทำ BirthDaY Blog ให้นะคะ... รักตายเลย  อ้อ! แล้วก้อขอบคุณเพื่อนๆที่ Comment ทุกคนนะคะ(แล้วแนนจะตามไปเม้นท์ให้นะคะ  สัญญาเลย) 

May all wishes return to you as well ka...

 

 

...เก็บตก...

 

โอว...พระเจ้าจอร์ท  มันคืออะไรกันนี่ ??

 

 

 AhA... นายอยากรู้ใช่ไหมล่าโรบิ้น!! 

 

โอม...  ปริศนาต่างๆจงคลี่คลาย ณ บัดนี้

 

 

แอ่น  แอน แอ๊น

   มันคือ

"เจ้าชายกบใส่รองเท้าเป็ดน้อย" จุ๊บๆ

Credit to...นู๋นุช มินิ เมี้ยว  สำหรับกรอบ และ Icon &  Momotarohanso สำหรับ Icon

11月11日

My TerRiBle AcciDent !!

   นู๋แนนแถลงไข   

 

       หลังจากเกิดอุบัติเหตุอย่างจังไปเมื่อประมาณ 4 วันที่แล้ว  ทำให้ Space ของแนนไม่สามารถเปิดทำการได้ เนื่องจากความซุ่มซ่ามส่วนตัว(ห้ามเลียนแบบ) แนนได้สมัคร space ให้พี่สาวสุดที่รัก แต่ตัวเองดันเผลอไป sign in ใหม่ ทำให้ setting ทุกอย่างที่มีใน space กลายเป็น default เริ่มแรกหมดทุกอย่าง   เหอๆ คงเหลือซากแต่ blog กะ comment เพื่อนๆ (ก้อยังดี..ถ้า comment เพื่อนๆ หาย แนนคงโดดลงคลองล้างอายไปให้รู้แล้วรู้แร่ด)

       ที่ร้ายแรงก้อคือ List ทุกอย่างของแนนหายเกลี้ยงค่ะ  อุตส่าห์ทำสะสมมาเป็นเดือนๆ  พังหายไปกับความโง่ของตัวเองเพียงไม่กี่นาที   เล่นเอาใจแป้วเลย...   เดือดร้อนถึงยอดต้องทนฟังเสียงโวยวายของแนน แถมเมลถามคุณอาสมหมายให้อีก  แต่ที่ขอบคุณอย่างแรงเลยก้อคือยอดอุตส่าห์ส่ง List เพลงให้ทั้งที่ตัวเองต้องรีบปั่น paper...ซึ้งน้ำใจเพื่อนจริงๆ

       แนนอยากให้เพื่อน back up ข้อมูล Space & blog ไว้  เพราะหากเกิดความผิดพลาดขึ้น จะได้ไม่ต้องนั่งน้ำตาตก  นั่งทำใหม่(เกือบ)ทั้งหมดแบบแนนนะคะ  

       ตอนนี้แนนกลับมาแล้ว   แต่ยังไม่เต็มตัวนัก เพราะขาด List เพลงอีกมากมาย ชีวิตแนนขาดเพลงไม่ได้ซะด้วยแต่ก้อจะพยายามทยอยลงนะเจ้าคะ  เพราะช่วงนี้ไม่ค่อยว่างเลยเตรียมสอบอยู่  ขอกำลังใจจากเพื่อนๆด้วยนะคะ

 

...C U SooN kaaa...

 

 

 

 

 

11月2日

IQ TesT ... (for fun)

ปัญหาที่คุณกำลังจะเจอต่อไปนี้ 

ให้หาทางแก้ที่ง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ตอนท้ายสุดจะมีคำเฉลยให้ และมีการจัดระดับไอคิวให้เสร็จ

(ถ้าคุณเชื่อนะ)

 

 ปัญหาทั้ง 10 ข้อนี้ มีทางแก้ทั้งนั้น

คุณอาจหาวิธีต่างๆนานา มาแก้ แต่คำเฉลยมีเพียงวิธีที่สั้นที่สุดเท่านั้น

 

 

เอาล่ะ..พร้อมละนะ

 

 

คำถาม

1. คุณขับรถสิบล้อมาจะขับลอดใต้สะพานลอย

ปรากฎว่าหลังคารถของคุณสูงกว่าบั้นท้ายสะพานลอยราวนิ้วเศษๆ

จะทำไงดี

 

2. คุณเพิ่งซื้อเป๊ปซี่ลิตรมาขวดนึง

คุณเปิดรินดื่มไปแก้วนึงแล้วเพิ่งนึกได้ว่า ถ้าทิ้งไว้สองสามวันเป๊ปซี่ในขวดก็คงหายซ่า    จะทำไงดี

 

3. คุณลืมทิ้งเเฮมเบอร์เกอร์ครึ่งก้อนไว้ในรถยนต์

พอกลับมาเห็นมดเต็มรถเลย    คุณจะทำไงดี

 

4. คุณไปเที่ยวภูกระดึง เหนื่อยมาทั้งวัน

กลับมาที่กระท่อมกำลังจะหลับสบายๆ หลังคาดันรั่ว น้ำฝนหยด แหมะๆ

ลงบนกลางเตียงที่คุณนอนพอดี   ทำยังไงดี

 

5. คุณกำลังขับรถไปเที่ยวน้ำมันใกล้จะหมดแล้ว

โชคดีที่เอาน้ำมันสำรองมาด้วย แต่ดันลืมเอาที่เปิดกรวยมาด้วย

 ที่เอามาด้วยก็มีแต่เหล็กงัดยาง, ยางอาไหล่, กระดาษกับขวดเหล้าเปล่า ทำไงดีจึงจะไปต่อได้

 

6. สมมุติว่าคุณเป็นพนักงานดับเพลิง

 แล้ววันหนึ่งขับรถไปกินข้าวเย็น ล็อครถไว้เสร็จ

พอกลับมาปรากฏว่ารูกุญแจมีน้ำเเข็งอุดรูอยู่

อีกด้านนึงของเมืองกำลังเกิดไฟไหม้ จะต้องรีบไปดับไฟ

 จะทำยังไง จะจุดไม้ขีดไฟเพื่อละลายน้ำแข็งก็ไม่ได้เพราะลมพัดแรงจัด

 

7. คุณไปตกปลา เท้าข้างนึงตกไปในหล่มโคลน

จึงถอดรองเท้าออกมาล้าง สายน้ำในลำธารเชี่ยวกราก จนพัดเอารองเท้าจมหายไป    จะทำยังไง  คุณจะหารองเท้าให้เจอได้

 

8. สมมุติว่าคุณเป็นนักกอล์ฟ

เผอิญตอนที่ตีลูกขึ้นกรีน ลูกกอล์ฟดันวิ่งเข้าไปในถุงกระดาษที่วางทิ้งไว้แถวนั้นพอดี คุณจะพัดลูกให้ลงหลุมได้อย่างไร

เพราะมีกฏว่าถ้าย้ายถุงกระดาษ หรือเอามือล้วงลูกกอล์ฟออกมาต้องเสียไปสองสโตร๊คฟรีๆ

 

9. มีเค้กอยู่ก้อนนึง นิด กับ หน่อย ทะเลาะกัน

เพราะแต่ละคนก็ต้องการขนมชิ้นที่ใหญ่ที่สุด

หากคุณเป็นคุณแม่จะแบ่งครึ่งขนมเค้กก้อนนี้ได้ยังไง

 

10. คุณไปซื้อเบ็ดตกปลา ขนาดยาว 5 ฟุต

อจะถือขึ้นรถเมล์ปรากฏว่า รถเมล์ดันมีกฏว่าห้ามนำ สิ่งของหรือห่อของที่ยาวเกิน 4 ฟุตขึ้นรถ

คุณจะนำเบ็ดตกปลาขึ้นรถเมล์โดยไม่หักหรืองอคันเบ็ดอย่างไร

 

 

**เฉลย**

 

 

1. ปล่อยลมออกจากยาง

2. พอรินเสร็จก็บีบขวดจนน้ำเป๊ปซี่เอ่อขึ้นมาจนเกือบถึงปากขวดแล้วก็ปิดฝา

3. หาน้ำตาลมาโปรยไว้รอบๆรถ มดก็จะลงมาจากรถกันหมด

4. เอาเข็มร้อยด้ายยาวๆ ปักเข็มเข้าที่รูรั่ว ส่วนด้ายก็โยงมามัดที่ก๊อกน้ำ ลูบให้ด้ายเปียกน้ำ สายน้ำก็ จะหยดลงมาตามด้าย ลงอ่างน้ำ

5. เอากรวดเม็ดเล็กๆที่อยู่ข้างทางกรอกเข้าไปในขวดเขย่าเเรงๆจนก้นขวดทะลุ คุณก็จะได้กรวยเติมน้ำมัน

6. ฉี่ใส่รูกุญแจ (ข้อนี้ นึกมะออกอ่ะ... หนูแนนเป็นสุภาพสตรีนะเจ้าคะ)

7. เอาเบ็ดเกี่ยวกับรองเท้าอีกข้าง ทิ้งตรงจุดที่รองเท้าตกน้ำ น้ำจะพัดให้รองเท้าทั้งสองข้างไปอยู่ใกล้ๆกัน

8. เอาไฟจุดเผาถุงกระดาษ

9. ให้นิดเป็นคนแบ่ง ไห้หน่อยเป็นคนเลือก

10. ทำกล่องขนาด 3 คูณ 4 ฟุต แล้วนำคันเบ็ดใส่ทะเเยงจะพอดี ตามกฏพิทากอรัส (ตรูตกเลขอ่า)

 

 

คุณตอบถูกกี่ข้อหากแต่ละข้อมีคะแนน 1 คะแนน

คุณอยากรู้ระดับไอคิวของคุณไหม ?

0 คะแนน

...คุณเป็นคนฉลาดคนนึง เพราะอย่างน้อยสุดคุณก็ใฝ่ใจหาความรู้ หาสิ่งท้าทาย คุณมีคนที่รักคุณมากที่สุด...ทุกครั้งที่คุณเห็นกระจก

1 คะแนน

..คุณเป็นคนปกติ เดินดินกินข้าวแกง เหมือนชาวบ้านชาวเมือง

2-4 คะแนน

...คุณอาจเป็นตัวแทนประเทศไทย ขึ้นไปกับยานดิสคัฟเวอรี่เที่ยวหน้า

5-7 คะแนน

...หน้าฝนปีนี้ น้ำอาจท่วมบ้านคุณอีกครั้ง แต่คุณอาจประดิษฐ์เครื่องปั่นไฟพลังน้ำมาใช้

8 คะแนนขึ้นไป

...ถ้าคุณมีเพื่อนที่ได้คะแนนมากขนาดนี้ ..อย่าไปคบ

 

Source: a forwarded mail from "Nuch...OKUS 23"

Credit to: "Nu-Nuch MiniMeaW" for a cool frame na ka

อ้อ.. เกือบลืม  Happy Birthday to "Jam" my dearest friend...

  จุ๊บๆ

แก่แร่ดขึ้นอีกปีแระนะ มีความสุขมากๆนะแก

10月31日

เรื่องของ"ขี้"...ที่ไม่ใช่แค่ขี้ๆ

 
"อย่ามองข้ามสิ่งใกล้ตัวที่สะท้อนถึงสุขภาพนะคะ"
 
TaKe CaRe
 
PS>> Thanks for "Bombjung" for such a good forward mail na ja.
10月28日

"มันอาจจะดี?" หรือ "มันอาจจะร้าย?"

 
ไม่ว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเรา..จะดีหรือร้าย..ไม่มีใครรู้??  แต่ขอให้เผชิญกับมันด้วยความกล้าหาญ และมองในแง่ดีเข้าไว้.. 
หากใจเราท้อเสียอย่าง  จะไม่มีใครให้กำลังใจเราได้เลย

                ..."หยุดพักได้   แต่อย่าหยุดเดิน"...

                                       และ

                  ..."จงเดินด้วยความไม่ประมาท"...

                                      เพราะ

                     ไม่มีใครรู้ว่า  สิ่งที่เราเจอนั้น...

             "มันอาจจะดี  หรือ  มันอาจจะร้าย...ก้อได้"

 

 

เรื่อง: มันอาจจะดีก็ได้

ที่มา: ไม่ระบุ



เมื่อวันก่อนได้ฟังธรรมะจากอาจารย์วิโรจน์ ฤทธิ์ลิขิต อาจารย์ได้เล่าเรื่อง ของ อาแปะคนหนึ่งให้ฟัง น่าสนใจมาก


เรื่องมีอยู่ว่า มีอาแปะคนหนึ่ง เลี้ยงม้าตัวเมียไว้ 1 ตัว อาชีพของแกคือนำม้าตัวเมียไปจ้างผสมพันธุ์ และเมื่อได้ลูกม้า แกก็จะนำลูกม้าไปขาย


อยู่ต่อมาวันหนึ่ง ม้าตัวเมียนั้นได้หายไปจากบ้าน ชาวบ้าน ผู้มีน้ำใจได้มา แสดงความเสียใจกับอาแปะกันมากมาย เพราะอาแปะเป็นคนดีเป็นที่รักของทุก ๆ คน อาแปะได้ แสดงความขอบคุณและตอบกลับไป ด้วยน้ำเสียงสุภาพว่า "มันอาจจะดีก็ได้"


ต่อมาอีก 2 - 3 วัน ม้าตัวเมียนั้นได้กลับมาพร้อมกับม้าตัวผู้ 1 ตัวชาวบ้านรู้ข่าว ต่างก็แสดงความยินดีกับอาแปะ เพราะต่อไปนี้อาแปะ นั่งจิบน้ำชา ก็มีลูกม้าขายไม่ต้องไปเสียเงินจ้างเขาผสมพันธ์ อาแปะแสดงความขอบคุณต่อเพื่อนบ้าน และตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพว่า "มันอาจจะร้ายก็ได้"


และอีกไม่นานนักลูกชายคนเดียวของอาแปะได้กระโดดขึ้นขี่หลังม้าตัวผู้ม้าพยศ ลูกชายอาแปะตกลงมา ขาหัก ชาวบ้านสงสาร เพราะอาแปะ มีลูกชายเพียงคนเดียว จึงมาแสดงความเสียใจและปลอบโยนให้กำลังใจ แต่อาแปะกลับตอบด้วยสีหน้าปกติวาจาสุภาพเหมือนทุกครั้งว่า "มันอาจจะดีก็ได้"


บ้านของอาแปะอยู่ชายแดน มณฑลหนึ่งในเมืองจีน ซึ่งชายหนุ่มทุกคนต้องไปเป็นทหารสู้รบป้องกันบ้านเมือง แต่ด้วยเหตุ ที่ลูกชายอาแปะขาหักพิการ จึงไม่สามารถไปเป็นทหารได้จึงได้อยู่ดูแลอาแปะอย่างมีความสุข


ท่านอาจารย์วิโรจน์ให้ข้อคิดไว้ว่า ในชีวิตคนเรานั้นมีหลายๆเรื่องผ่านเข้ามาในชีวิต หากเราเจอปัญหาและคิดว่ามืด 8 ด้าน อย่าท้อถอยเพราะเหตุการณ์นั้นอาจมีสิ่งที่ดีเกิดขึ้นก็ได้ ในขณะเดียวกันถ้าได้สิ่งใดสมปรารถนาก็อย่าดีใจจนออกนอกหน้า เพราะมันอาจจะร้ายก็ได้?



ขอให้ประโยคสั้นๆนี้ "มันอาจจะดีก็ได้" เป็นกำลังใจให้เราทุกคนสู้ต่อไป


ขอให้ประโยคนี้ "มันอาจจะร้ายก็ได้" เตือนให้เราไม่ประมาท



 

Source: a forwarded mail (again)

Thanks to: o(''')o ...┢┦y M e w... 。◕‿◕。 for  background

 

 

10月24日

Urgent Health Timetable!

         ห่างหายไปนาน... ช่วงนี้แนนซุ่มทำหลายอย่างค่ะ  งานด้วย  เตรียมสอบภาษาสำหรับต่อเอกด้วย  เลยนอนไม่เป็นเวลาเท่าไหร่  ยอมรับเลยว่าละเลยสุขภาพไปมาก  ตอนนี้อย่างโทรม (ก้อสมควรอยู่หรอก)

 

         ไปขุดเอาข้อความที่เกี่ยวกับตารางเวลาของร่างกายมาแชร์กับเพื่อนๆ   อยากให้รักษาสุขภาพกัน  เพราะหากมันเดี้ยงไปแล้วคงกู้กลับมายาก  ดูแลตั้งแต่ตอนนี้กันดีก่า..เนอะ

 


“BioLoGicaL CloCk”

 


เวลา 21.00-23.00 น.

ร่างกายจะสะสมพลังงานรวม ...พลังงานของร่างกายจะสร้างช่วงนี้เท่านั้น..จึงควรพักผ่อนเข้านอน 3 ทุ่ม


 

เวลา 23.00-01.00 น.

พลังงานที่สร้างขึ้นจะเคลื่อนเข้าสู่ถุงน้ำดี..ล้างถุงน้ำดีทำให้ถุงน้ำดีแข็งแรง ย่อยไขมันที่จะเปลี่ยนรูปไปเป็น ฮอร์โมน กล้ามเนื้อ กระดูก เส้นเอ็น ไขสมอง น้ำหล่อเลี้ยงในร่างกายทั้งหมด

การย่อยไขมันของร่างกายจะเกิดขึ้นในช่วงนี้เท่านั้น  หากไม่พักผ่อนช่วงนี้ ไขมันดังกล่าวจะตกตะกอนอยู่ตามร่างกาย เช่นถุงไขมันใต้ตา มีพุง สมอง เลอะเลือนง่าย ปวดไหล่ ปวดท้องง่ายบริเวณลำไส้ใหญ่ ท้องเสีย หรือ ท้องผูกง่าย


 

เวลา 01.00 - 03.00 น.

พลังงานจะเคลื่อนเข้าสู่ตับ ... ตับจะเริ่มทำงานโดยใช้พลังงานที่สะสมไว้ ตับจะสะสมอาหารสำรองให้ร่างกายกำจัดของเสีย ผลิตน้ำดี และส่งไปเก็บที่ถุงน้ำดี

ถ้าช่วงนี้ไม่หลับนอนร่างกายจะสูญเสียพลังงานที่สะสมไว้  ตับจะอ่อนแอลง

การสะสมพลังงานสำรองลดลง การผลิตน้ำดีก็ลดลง ส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับอ่อนเป็นผลให้การผลิตอินซูลินลดลงด้วย โรคที่จะเกิดขึ้นคือ โรคเกี่ยวกับความดันโลหิตแปรปรวน โรคเก๊าท์ โรครูมาตอยด์ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เบาหวาน หัวใจ กระดูกเสื่อม


 

เวลา 03.00 - 05.00 น.

พลังงานจะเคลื่อนเข้าสู่ปอด.... ถ้าปอดแข็งแรงผู้นั้นจะหลับสนิท ถ้าเป็นโรคปอดหรือสูบบุหรี่ จะไม่รู้สึกสบายตัวและจะถูกปลุกให้ตื่นช่วงนี้ จะไอและหายใจขัด..


 

เวลา 05.00 - 07.00 น.

พลังงานจะเคลื่อนเข้าสู่ลำไส้ใหญ่...เป็นช่วงที่เราต้องถ่ายอุจจาระ ร่างกายจะต้องเอาของเสียทิ้งให้หมดก่อน 07.00 น.

ถ้าไม่ถ่ายร่างกายจะเริ่มดูดซึมของเสียเข้าสู่ระบบเลือด นี่เป็นสาเหตุให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้า เกิดไขมันเสีย ๆ ...

ควรออกกำลังกายช่วงนี้ เพื่อให้ลำไส้ใหญ่ขยับตัวและเพิ่มศักยภาพในการขับเคลื่อนของเสีย


 

เวลา 07.00 - 09.00 น.

กระเพาะอาหารจะทำงานได้สูงสุดในช่วงนี้เท่านั้น กระเพาะอาหารจะต้องการอาหารและจะหลั่งน้ำย่อยมากที่สุด...

ผู้ที่ไม่รับประทาน อาหารเช้าจะมีโอกาสเป็นโรคกระเพาะอาหาร และจะเกิดโรคหัวใจด้วย เพราะไม่ได้สารอาหารสำหรับทุกอวัยวะเพื่อกลับไปสร้างพลังงานรวม..


 

เวลา 09.00 - 11.00 น.

ม้ามจะเริ่มเก็บพลังงานสำรอง เก็บสารอาหารจากการย่อยของกระเพาะอาหาร...

การที่เราไม่ได้รับประทานอาหารเช้า ร่างกายจะดึงพลังงานสำรองออกมาใช้ พลังงานรวมจะหายไป ร่างกายจะอ่อนแอ ไม่มีแรง...


 

เวลา 11.00 - 13.00 น.

 พลังงานจะเคลื่อนที่ไปที่หัวใจ...ถ้าร่างกายไม่ได้สารอาหาร หัวใจจะทำงานลำบาก หัวใจวายได้ง่ายในช่วงนี้..


 

เวลา 13.00 - 15.00 น.

พลังงานจะเคลื่อนสู่ลำไส้เล็ก...ลำไส้เล็กจะทำงานโดยเปลี่ยนรูปอาหารที่ได้จากตอนเช้า ทั้งคาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ เป็นพลังงานทั้งหมด...


 

เวลา 15.00 - 17.00 น.

พลังงานจะเคลื่อนมาที่กระเพาะปัสสาวะ..ของเสียที่เกิดขึ้นจากการแปรรูปอาหารที่ลำไส้เล็กจะเกิดขึ้น กระเพาะปัสสาวะจะทำงานมากที่สุด...


 

เวลา 17.00 - 19.00 น.

พลังงานจะเคลื่อนมาที่ไต...ช่วงนี้ไตทำงานหนัก ไม่ควรออกกำลังกาย การออกกำลังกายช่วงเย็นจะทำให้...ไตวายง่าย เวียนหัว ตาพร่า ปวดศีรษะ..


 

เวลา 19.00 - 21.00 น.

 พลังงานจะเคลื่อนมาที่กล้ามเนื้อหัวใจ...กล้ามเนื้อหัวใจจะทำงานชะล้างตัวเอง ทำงานช้าลง   ช่วงนี้ต้องพักผ่อน ถ้าไม่พัก เลือดจะข้น กล้ามเนื้อหัวใจจะทำงานหนัก ทำให้หัวใจโต..


 

ทั้งหมดนี้เป็นการหมุนเวียนของพลังงานในร่างกาย..เป็นทฤษฎีการดูแลสุขภาพของจีนที่มีอายุมากว่า 5000 ปี

 


Source: Forwarded mail from Guide KUS 23

Thanks: นู๋นุช มินิแมว เมี้ยว for beautiful frame (^u^)

         

 PS  อ่านแล้วรู้สึกแย่จัง  เพราะตารางเวลาร่างกายของแนนคงรวนไปหมดแล้ว ฮือๆ

 

เบลอ...ขนาดกินไปแล้วหลับแบบนี้ไม่ดีนะจ้ะ (-_-)Zzz..

10月20日

สูตรสู่ความสำเร็จ

 

สูตรสู่ความสำเร็จ

 

ถ้า A B C D E F G …….Z มีค่าเท่ากับ 1 2 3 4 5 6 …..26 นำมาคำนวณร่วมกัน คุณจะได้สูตรต่าง ๆ มากมาย เช่น


H+A+R+D+W+O+R+K = 8+1+18+4+ 23+ 15+ 18+11= 98% พูดง่าย ๆ คือ การทำงานหนักไม่ใช่สูตรสู่ความสำเร็จที่แท้จริง แต่มันทำให้คุณมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงถึง 98% และ 98% ที่ว่านี้ ไม่ใช่เกิดจากการทำงานหนักอย่างเดียว แต่ต้องทำงานหนักให้เจ้านายเห็น ให้เจ้านายรับรู้ ไปสุ่มทำงานหนักอยู่ฝ่ายเดียว ไม่มีใครรับรู้ หรือไม่ประกาศให้คนอื่นรู้ ทำให้ตายคาคอมพิวเตอร์ ความสำเร็จก็ไม่ถึง 98% หรอกครับ


K+N+O+W+L+E+D+G+E = 11 +14+ 15+ 23+ 12+ 5+ 4+ 7+ 5 = 96% การมีความรู้เป็นสิ่งที่ดี ช่วยเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการทำงาน จะทำให้โอกาสประสบความสำเร็จสูงถึง 96% หากคุณนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช้เรียนจบมา แต่ใช้ไม่เป็น ประเภทที่เรียกว่า ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด แบบนี้ ไม่เรียกว่าเป็นพวกมีความรู้

แค่เรียนมาแต่ไม่รู้อะไรเลยต่างหาก 

 


L+O+V+E = 12+ 15+ 22+ 5 = 54 % หลายคนเชื่อว่า ความรักทำให้ประสบความสำเร็จ ทั้งการมอบความรักให้คนอื่น และความรักที่คนอื่นมอบให้ แต่ลองนำมาคำนวณตามสูตรจะพบว่า ความรักเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตมีโอกาสประสบความสำเร็จ แค่เกินครึ่งมานิดเดียว ดังนั้นเพราะในโลกของธุรกิจ โลกของการแข่งขัน โลกของความรู้หน้าไม่รู้ใจ ความรักอย่างเดียวไม่อาจทำให้ชีวิตพบความสำเร็จได้หรอกครับ ควรมีปัจจัยอื่นประกอบด้วย


L+U+C+K = 12+ 21+ 3+ 11 = 47% เขาว่ากันว่า เก่ง สู้เฮง ไม่ได้ ก็ไม่แน่หรอกครับ ในโลกที่ไม่มีอะไรแน่นอน คาดเดาได้ยาก ต่อให้เฮงสุด ๆ บางทีก็อาจโดนปัจจัยอื่น ๆ ทำให้ความเฮง กลายเป็นเฮงซวยได้ เปลี่ยนจากดี เป็นร้ายไปก็ได้ ไม่มีใครรู้อนาคตหรอกครับ ขนาดสูตรคำนวณยังบอกเลยว่า

ความโชคดีสร้างโอกาสสู่ความสำเร็จได้เพียง 47% เท่านั้น 

คิดมาหลายคำ คุณอาจจะสงสัยว่า ไม่มีสูตรไหนที่มีค่า 100% เลยหรือ น่าแปลก เงิน หรือ MONEY ก็มีค่า 72%

 

ความเป็นผู้นำ หรือ LEADER ก็มีค่า 45%


แต่ปรากฏว่า คำว่าทัศนคติ หรือ ATTITUDE มีค่า 100% ไม่น่าเชื่อ


 

 ลองคิดดูว่า ทัศนคติ มีผลต่อความสำเร็จในชีวิตหรือไม่ ??

 

 

ในเวลาที่เกิดปัญหา... คุณคิดไหมว่าทุกปัญหามีทางออก แต่เพียงเราเปลี่ยนทัศนคติในการคิด ก็จะทำให้ค้นพบทางออก แก้ไขปัญหาได้ ค้นพบแนวทางการดำเนินชิวิตที่ถูกต้อง

หรือถ้าทัศนคติคุณดีอยู่แล้ว... ลองดูตัวเองว่า ประสบความสำเร็จในชีวิตหรือยัง

ถ้ายัง ... คุณอาจจะต้องเปลี่ยนทัศนคติใหม่

ลอง... พิจารณาตนเอง ตักเตือนตนเอง และแก้ไขตนเองให้ดีขึ้น แล้วชิวิตคุณจะพบความสำเร็จที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม


 

Source: forwarded mail from “Bombjung” Credit to.. o(‧'''‧)o ┢┦aΡpy ❤ M e w... 。◕‿◕。 for beautiful frame and cute icons

10月17日

To "Ploy" ... On ur Birthday

October 17, 2005

 

แด่เพื่อน... ที่เกิดวันนี้

 

เพื่อน...   ที่คบกันมานานยืดยาวสิบกว่าปี  ตั้งแต่สมัยนุ่งกระโปรงม่วงด้วยกัน

เพื่อน...   ที่มันให้เราลอกเลข  ส่วนมันลอกอังกฤษเรา (ดีนะเนี่ยที่โง่คนละวิชา)

เพื่อน...   ที่บ้าตั้งแต่ Sailormoon ยัน F4 ด้วยกัน (แต่ชอบคนละคนกันเนอะ)

เพื่อน...   ที่ตัวก้อผอม  แต่กินเก่งเป็นบ้า  (ตั้งแต่คบกันมา  ยังไม่เคยเห็นมันอ้วนเลย)

เพื่อนที่...   เวลากินด้วยกัน  แทบไม่เคยพูดกันเลย (ก้อหิวนี่หว่า  มีอยู่ปากเดียว..เนอะ)

เพื่อน...   ที่เวลาไป shopping จะนึกถึงมันตลอด.. (เพราะเราขี้หลงทาง)

เพื่อน...   ที่อยู่ไกลกันยังไง  ก้อเหมือนมันอยู่ใกล้เรา (จูออน??)

เพื่อน...   ที่แทบจะไม่เคยทะเลาะกันเลย (จำไม่ได้ว่าเคยทะเลาะกันอ้ะป่าว)

เพื่อน...   ที่บ้าสีฟ้ามากๆ (ส่วนชั้นก้อสีชมพู  แล้วก้อมีอีกตัวเป็นหนอนยูนิฟที่บ้าสีเขียว)

 

เพื่อน... ที่แก่แร่ดขึ้นอีกปีแย้ว อิ อิ

 

"Happy Birthday to ...PloY..."

 
พลอย...  มีความสุขมากๆนะจ้ะ... เพื่อนรัก...
10月14日

พบเพื่อจาก...LeaVing On a Jet PlaNe 2

Meeting for Leaving? -- Bon Voyage to P'Tong
 
         On Oct 6, we went to Donmuang airport so as to say good bye for Aj.Suphattarachai (P'Tong), who won Monbusho scholarship to further his doctoral degree in TIT, Japan. It was such an early morning but we-- P'Nat, P'Thum, P'Gay and me--were not so inthusiastic. Could this be an effect of late sleep last night? Probably not! Well, it was actually because of the leaving of a member of our SRC gang.
 
         This was not the first time of leaving. First one was Nong-Nu who is the yougest and liveliest member. Second was Non who is the most quiet and individualism. And the third one was him--P'Tong who is the most active and most talkative in our gang.  In fact, we should get used to such leaving because  this was such an circle of young lecturer career path which is leaving to study for Ph.D.  But could you imagine that this terrible leaving was coming to our gang quietly one by one... Who would be the last one? I don't want to imagine this suffering lonesomeness.
 
        I wish I was the next one.... Don't leave me here alone!  I want to create my new educational adventure.
 It is okay for me to stay far from you because the harder life I experience, the more strength I get. I do believe that we will keep in touch and share experiences altogher. This would be nice! I have my friends around the world; Gorgia-USA, the Natherlands, Nagoya-Tokyo-Japan, etc. This mean that we can share the global story of lives... how wonderful!
 
 
To the friends who are apart..... "cheer up! go and get ur Ph.D., I can't stand waiting anymore to see your sucess!"
To the firends who are here and will be leave soon.... "Try ur best ... we'll walk altogether. Though in the near future, we'll b apart, keep walking forward to grab ur dream"
 
To all of my friends... Take good care and keep in touch
 
 

 

 

คนเราเกิดมา...เพื่อพบและจาก

ทุกคน...มีเส้นทางเป็นของตัวเอง

ไม่มีใครสักคน...กำหนดเส้นทางนั้นได้...จริงๆ

ทำได้เพียง...เดินบนเส้นทางสายนั้นให้ดีที่สุด

 

บางเส้นทาง...เราอาจต้องเดินคนเดียว

บางเส้นทาง...เราอาจต้องเดินพร้อมใคร..บางคน..หรือหลายคน

ทางที่ต้องเดิน...มันอาจจะกว้างไปที่จะเดินคนเดียว...มันเหงา

ทางที่ต้องเดิน...มันอาจจะแคบไปที่จะเดินหลายคน...มันวุ่นวาย...สับสน

 

ถ้าโชคดี...เราอาจได้เดินร่วมทางกับคนที่...เราอยากอยู่ข้างๆ

ระยะเวลาสั้นๆ...ความประทับใจ

ระยะเวลาหนึ่ง...ความทรงจำที่ดี

ระยะเวลานาน...ความผูกพันตลอดไป

 

 

สักวันหนึ่ง...ก็คงถึงทางแยก...ที่ต่างคนต้องไปตามเส้นทาง..ของตัวเอง

 

 

บางคน...อยู่ด้วยกัน 5 นาที

บางคน...อยู่ด้วยกัน 4 ปี

บางคน...อยู่ด้วยกันเกือบทั้งชีวิต

สุดท้าย...ต้องจากกันอยู่ดี

 

ดังนั้น...เมื่อเราได้เดินทางร่วมกับใครสักคน..หรือหลายคน

ไม่ว่าจะเป็น...คนรู้จัก..เพื่อน..คนรัก..ญาติมิตร

จงเดินอย่างมั่นคง...ด้วยตัวเอง

คอยดูแล...ซึ่งกันและกัน..กับคนที่เดินไปกับเรา

 

 

สร้างมิตรภาพที่ดี...กับคนที่ร่วมทาง...เสมอ...

เพื่อให้ทางที่เราเดินไป...เป็นทางที่อบอุ่นและมีความหมายกับชีวิต...

ทุกช่วงเวลา...

เมื่อเราหันกลับมามองแล้ว...เราสามารถยิ้มให้กับตัวเองได้ทุกครั้ง.....

 

- - - 

 

Source: forwarded mail from “Bombjung”

Credit to.. o(‧'''‧)o ┢┦aΡpy ❤ M e w... 。◕‿◕。 for beautiful frame and cute icon

 

 

 
10月11日

(o¯ ³¯)O ...Chicken Soup for SouL... O(¯³ ¯o)

 
 
"Good sharing is like a chicken soup for soul." 
 
 
 
"Courage"
 
 
 
 
"Strength"
 
 
 
 
"Loyalty"
 
 
 
 
"Compassion"
 
 
 
 
"Determination"
 
 
 
 
"Solution"
 
 
 
 
"Confidence"
 
 
and
 
"SelfLessness"
 
Source: a forwarded mail from a true friend of mine